ฟองสบู่ AI เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ และตลาดโลก

รูป ฟองสบู่ AI เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ และตลาดโลก

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -21 พ.ค. 69 18:16 น.

ฟองสบู่ AI ท้าทายตัวเลขการลงทุนโลก เสี่ยงย้ายความเสี่ยงจากบิ๊กเทคสู่รายย่อย

มุมมองของ Joachim Klement สะท้อนว่า กระแสลงทุนในปัญญาประดิษฐ์หรือ AI กำลังเข้าสู่ระดับที่ตัวเลขเริ่มอธิบายได้ยากขึ้นเรื่อยๆ โดยขนาดการลงทุนด้านเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ปัจจุบันใหญ่กว่าฟองสบู่ TMT ในอดีตอย่างชัดเจน และยังเป็นแรงขับสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา หากการใช้จ่ายใน ดาต้าเซ็นเตอร์ ชิป และซอฟต์แวร์เริ่มชะลอตัว ผลกระทบอาจไม่หยุดอยู่แค่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี แต่จะลามไปถึงกำไรของบริษัทยักษ์ใหญ่ ดัชนีหุ้นโลก การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อย โดยเฉพาะรอบ IPO ของบริษัท AI

ขนาดการลงทุน AI ใหญ่กว่าฟองสบู่ TMT อย่างมาก

บทความระบุว่า ในสหรัฐฯ ปี 2025 ธุรกิจลงทุนในอุปกรณ์ไอทีและซอฟต์แวร์รวมกันแตะเกือบ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าจุดสูงสุดของฟองสบู่ TMT ที่ 466,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 829,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปรับเงินเฟ้อแล้ว ตัวเลขนี้สะท้อนว่าเม็ดเงินในรอบ AI ไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราวในตลาดหุ้น แต่แทรกซึมเข้าไปในโครงสร้างการลงทุนของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจจริงอย่างลึกซึ้ง

Klement ประเมินว่า 93% ของการเติบโตของ GDP สหรัฐฯ ใน 4 ไตรมาสล่าสุด มาจากการลงทุนด้านเทคโนโลยี ซึ่งหมายความว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ พึ่งพาแรงส่งจาก capex เทคโนโลยีมากกว่าที่นักลงทุนจำนวนมากคาดคิด หากการลงทุนดังกล่าวชะลอลงเพียง 4% ถึง 6% ก็อาจเพียงพอที่จะผลักเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยได้ทันที ความเสี่ยงจึงไม่ได้อยู่แค่ระดับผลประกอบการของบริษัทเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคด้วย

ความเสี่ยงลามจากหุ้นเทคไปสู่ตลาดโลก

ในมุมของตลาดทุน เงินทุนยังคงไหลเข้าสู่หุ้นที่มีเรื่องราวการเติบโตสูงตามความคาดหวังต่อ AI และยังต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง เช่น Nvidia, ASML, Samsung และ TSMC อย่างไรก็ตาม หากเริ่มเห็นสัญญาณว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ชะลอตัว หรือเกิดความเข้มงวดด้านเงินทุนมากขึ้น ความเสี่ยงอาจเปลี่ยนจากหุ้นเติบโตไปสู่หุ้นที่ผูกกับวัฏจักรการลงทุนด้านทุนโดยตรง

สถานการณ์ดังกล่าวอาจกดดันตลาดหุ้นใน สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และ ยุโรป ให้เผชิญแรงขายกว้างขึ้น และมีโอกาสนำไปสู่ bear market รอบใหม่ได้ อีกทั้งหากความคาดหวังต่อบริษัท AI เริ่มลดลง นักลงทุนรายย่อยที่เข้ามาในรอบ IPO อาจเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะมักเข้าซื้อในช่วงที่ราคาสะท้อนความหวังเชิงบวกไปมากแล้ว

จากบิ๊กเทคสู่รายย่อย ความเสี่ยงกำลังถูกกระจายออกไป

ประเด็นสำคัญของบทวิเคราะห์นี้ไม่ใช่เพียงคำถามว่า AI จะสร้างมูลค่าได้จริงหรือไม่ แต่คือโครงสร้างของความเสี่ยงกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร ในอดีต ความผันผวนมักกระจุกอยู่ที่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ แต่รอบนี้แรงกระแทกอาจกระจายไปสู่ผู้ผลิตชิป ซัพพลายเชน นักลงทุนสถาบัน กองทุนดัชนี และผู้ลงทุนรายย่อยในวงกว้างมากขึ้น

เมื่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นผูกอยู่กับการลงทุนด้านเทคโนโลยีในระดับสูงมาก ความเสี่ยงของ ฟองสบู่ AI จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของราคาหุ้นแพงหรือถูกเท่านั้น แต่เป็นคำถามเชิงโครงสร้างต่อการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเสถียรภาพของตลาดทุนโลกในระยะต่อไป นักลงทุนจึงควรจับตาทั้งแนวโน้มการใช้จ่ายของบริษัทเทคโนโลยี ผลประกอบการของผู้เล่นในห่วงโซ่อุปทาน และสัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจจริงอย่างใกล้ชิด


แท็กที่เกี่ยวข้อง