| ASPS มอง BOND YIELD โลกเร่งตัว กด VALUATION ตลาดหุ้น-ลดแรงจูงใจลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่ FLOW ต่างชาติไหลออก มองหุ้นกุล่ม รพ., ท่องเที่ยว, ส่งออก รับประโยชน์บาทอ่อน แนะถือเงินสดเพิ่มเป็น 30 -40% ชู KCE-SCC-CK หุ้น Toppicks วันนี้ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) เปิดเผยว่าตลาดการเงินโลกเผชิญแรงกดดันจาก BOND YIELD ที่ปรับตัวสูงขึ้นและดอลลาร์แข็งค่า ส่งผลให้เงินหลายสกุลอ่อนค่า ขณะที่ VALUATION ตลาดหุ้นถูกกดดันจาก MEYG ที่ลดลง พร้อมแนะเพิ่มสัดส่วนเงินสด 30-40% ของพอร์ต และชู KCE-SCC-CK เป็น TOP PICKS โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ BOND YIELD พุ่ง, เงินหลายสกุลอ่อนค่า ... รับมือด้วยหุ้นบาทอ่อนค่า ภาพรวมของตลาดตราสารหนี้เห็นถึงการปรับตัวเพิ่มขึ้นของ BOND YIELD 10 ปี ในหลายประเทศ ซึ่งเป็นผลจากการที่ FED ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย.69 และมีแนวโน้มจะปรับขึ้นต่อใน 25 BPS.ในการประชุมช่วงที่เหลือของปี ทำให้ DOLLAR INDEX แข็งค่า กดดันสกุลหลักในหลายประเทศ อาทิ กลุ่ม G10 ไม่ว่าจะเป็นเงินฟรังก์สวิส, ปอนด์สเตอร์ลิง, เยนญี่ปุ่น, ดอลลาร์แคนาดา, โครนเดนมาร์ก, ยูโร, โครนนอร์เวย์, โครนาสวีเดน, ดอลลาร์นิวซีแลนด์ และดอลลาร์ออสเตรเลีย ให้อ่อนค่าลงราว 1-2.5% ในช่วงหลังการประชุม FED ก.ย.69 ถึงปัจจุบัน เสริมด้วยข้อมูลในอดีต ชี้ว่าดอกเบี้ย FED ที่ระดับ 4.5% ค่าเงินบาทอยู่บริเวณ 35-37 บาท/เหรียญฯ (อ่อนค่าจากปัจจุบันอีกราว 4-10%) ดังนั้น กระแสเงินทุนต่างชาติ (FUND FLOW) พบว่ามีการไหลออกของตลาดทุนหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย, ญี่ปุ่น, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, เกาหลีใต้, ศรีลังกา, และเวียดนาม ล้วนเผชิญกับแรงขายอย่างหนัก ตั้งแต่ช่วงต้นเดือน(WTD) ขณะที่ไทยมีปัจจัยกดดันเฉพาะตัวจากอุทกภัย ทำให้มูลค่าการขายสุทธิของต่างชาติ 771 ล้านเหรียญฯ สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มี MARKET CAP ใกล้เคียงกัน อาทิ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม ดังนั้น สภาวะที่เงินบาทอ่อนค่าเช่นนี้ ยังมีกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อนค่า อาทิ • กลุ่มโรงพยาบาล: เช่น BH, BDMS, BCH, PR9 • กลุ่มท่องเที่ยว: เช่น AOT, CENTEL • กลุ่มส่งออก: เช่น TU, ITC, CPF อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสูง ส่งผลต่อ VALUATION ตลาดหุ้นอย่างไร ... แถมหุ้นเด่นวันนี้ ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา BOND YIELD อายุ 10 ปีของทั่วโลกมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในทุกๆประเทศ กว่า 20 – 150 BPS. ผลจากวิกฤตพลังงาน-เงินเฟ้อ, ความเสี่ยงด้านการคลัง และการเทขายพันธบัตรทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการประเมินมูลค่าของตลาดหุ้น โดยตามปกติแล้ว หาก BOND YIELD ปรับตัวขึ้นทุกๆ 25 BPS. บริษัทจดทะเบียนจำเป็นต้องทำกำไรต่อหุ้น (EPS) ให้เติบโตเพิ่มขึ้น 5% เพื่อมาชดเชยผลกระทบดังกล่าว จึงจะสามารถรักษาระดับอัตราส่วน P/E ของตลาดไว้ได้เท่าเดิม เมื่อเปรียบเทียบข้อมูล BOND YIELD 10 ปีในระดับประเทศ พบว่า ฟิลิปปินส์ อินเดีย และอินโดนีเซีย มีผลตอบแทนสูงเกิน 7% ส่วนสหรัฐฯ เวียดนาม เกาหลีใต้ ฮ่องกงอยู่ในช่วง 4-5% ส่วนไทย มี BOND YIELD 10 ปี อยู่ที่ 2.4% และมีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบเล็กน้อยที่ -0.14% สะท้อนว่าต้นทุนทางการเงินที่แท้จริงในระบบไม่ได้ตึงตัวเกินไป ซึ่งเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ กนง. จึงยังไม่มีความจำเป็นจะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ นอกจากนี้ เมื่อประเมินความน่าสนใจของตลาดหุ้นผ่านส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างตลาดหุ้นและพันธบัตร (MEYG) พบว่า MEYG ปัจจุบันของไทยอยู่ที่ 3.7%(ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตย้อนหลัง 10 ปี) ซึ่งปรับตัวลดลงมา 1.7% เมื่อเทียบกับช่วงต้นปี 2026 ที่เคยอยู่ในระดับ 5.3% ขณะที่ประเทศอื่นๆ ก็ตกอยู่ในภาวะเดียวกัน อาทิ ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ ยุโรป ไต้หวัน ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ดังนั้นจึงอาจเห็น FLOW ต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้น หรือสินทรัพย์เสี่ยงในยามที่ผลตอบแทนจาก MEYG จูงใจน้อยกว่าช่วงต้นปี กลยุทธ์แนะนำถือเงินสดเพิ่มเป็น 30 – 40% ของพอร์ต ส่วนหุ้น TOPPICKS 3 ตัววันนี้ ได้แก่ KCE: คาดการณ์ว่ากำไรในช่วงไตรมาส 3 ถึง 4 จะมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นทั้ง QOQ และ YOY โดยได้รับอานิสงส์จากปัญหาการขาดแคลนแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) ทั่วโลก SCC: ตลาดมีมุมมองเชิงบวกต่อการตัดสินใจไม่รวม (CONSOLIDATE) ธุรกิจโอเลฟินส์ และคาดว่าจะเกิดประโยชน์จากการทำงานร่วมกัน (SYNERGY) กับ PTTGC CK: ได้รับผลบวกจากการเดินหน้าโครงการก่อสร้างพื้นฐานต่างๆ ของภาครัฐ และคาดการณ์ว่างบผลประกอบการในไตรมาส 3 จะเป็นจุดสูงสุด (PEAK) ของปีนี้ |