| ญี่ปุ่นมีแนวโน้มเผชิญปัญหากล้วยขาดตลาด ซึ่งเป็นผลพวงล่าสุดจากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เนื่องจากปัจจุบันปริมาณเอทิลีนสำหรับใช้บ่มกล้วยลดลงไป โดยสารชนิดนี้เป็นอนุพันธ์ที่ได้จากแนฟทา ปกติ ญี่ปุ่นจะนำเข้ากล้วยในขณะที่ผลยังเป็นสีเขียว ก่อนนำเข้าห้องบ่มโดยใช้เอทิลีนเร่งให้สุก อย่างไรก็ตาม ซัพพลายเอทิลีนกำลังลดลงจากผลกระทบของวิกฤตในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้อุปทานน้ำมันโลกตึงตัว โดยญี่ปุ่นเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 90% ของความต้องการทั้งหมด ส่งผลให้ปริมาณแนฟทา ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเอทิลีนลดลง และเริ่มกระทบต่อกระบวนการบ่ม รวมถึงห่วงโซ่อุปทานกล้วยในประเทศ กล้วยเป็นหนึ่งในสินค้าหมวดอาหารที่สำคัญของญี่ปุ่น โดยในปี 2025 มีการนำเข้ากล้วยประมาณ 1 ล้านตัน ข้อมูลระบุว่า ครัวเรือนญี่ปุ่นโดยเฉลี่ยซื้อกล้วยประมาณ 5,200 เยน หรือราว 33 ดอลลาร์ในปี 2025 โดยราคาขายปลีกกล้วยในกรุงโตเกียวเพิ่มขึ้น 4.4% ในปีที่ผ่านมา และพุ่งขึ้นมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับปี 2022 ขณะที่สต็อกแนฟทาลดลงไปประมาณ 25% แล้วในปีนี้หลังการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เออิจิ อากาชิ เลขาธิการสมาคมผู้นำเข้ากล้วยแห่งญี่ปุ่น ระบุว่า วิกฤตการขาดแคลนแนฟทาครั้งนี้รุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี แม้ในระยะสั้น กล้วยยังคงมีจำหน่าย โดยผู้นำเข้าบางรายสามารถจัดหาเอทิลีนสำรองไว้ได้เพียงพออีกประมาณ 2-3 เดือน อย่างไรก็ตาม ผู้ค้าปลีกกำลังเผชิญแรงกดดันให้ปรับขึ้นราคาสินค้า เพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งค่าน้ำมันเชื้อเพลิง บรรจุภัณฑ์ และค่าขนส่ง ทั้งนี้ กล้วยที่ตัดจากต้นแล้วจำเป็นต้องใช้เอทิลีนในการบ่มให้สุก ขณะที่ผลไม้อื่นอย่างอะโวคาโดและกีวีแม้จะใช้เอทิลีนเช่นกัน แต่ใช้ในปริมาณที่น้อยกว่ามาก นอกจากเอทิลีนแล้ว การขาดแคลนแนฟทายังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอื่น ๆ ของญี่ปุ่นด้วย โดย Calbee ผู้ผลิตขนมขบเคี้ยวรายใหญ่ของญี่ปุ่น ต้องเปลี่ยนไปใช้บรรจุภัณฑ์สีขาว-ดำสำหรับมันฝรั่งทอดและสินค้าบางรายการ เนื่องจากหมึกพิมพ์ ซึ่งผลิตจากแนฟทาขาดแคลนเช่นกัน ที่มา Bloomberg ติดตามข้อมูล และข่าวสารอื่น ๆ ของ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" เพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |