| ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้เวทีการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) กล่าวปราศรัยอย่างดุเดือด โดยโจมตียูเอ็นว่าเต็มไปด้วย “คำพูดกลวง ๆ ที่ว่างเปล่า” พร้อมเรียกการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่าเป็น “เรื่องต้มตุ๋น” และยังเตือนว่า นโยบายเปิดพรมแดนกำลังทำลายประเทศต่าง ๆ อีกทั้งยังประณามบรรดาชาติตะวันตกที่ให้การรองรับปาเลสไตน์เป็นรัฐ ประธานาธิบดีทรัมป์ เปิดการปราศรัยด้วยการระบายความไม่พอใจว่ายูเอ็นไม่ได้ช่วยเหลือการทูตของเขา พร้อมเหน็บถึงเหตุการณ์บันไดเลื่อนเสีย ขณะที่สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เมลาเนีย ทรัมป์ ก้าวขึ้นไป และยังบ่นเรื่องเครื่องสำหรับบอกบทที่ขัดข้อง รวมถึงการที่ข้อเสนอของเขาเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ในการปรับปรุงสำนักงานใหญ่ยูเอ็นถูกปฏิเสธ และในช่วงท้าย ทรัมป์ปัดตกประเด็นที่ถือเป็นภารกิจหลักของยูเอ็น ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เขาย้ำซ้ำ ๆ ว่าเป็นเรื่องหลอกลวง และการอพยพลอบเข้าเมืองที่มองว่าไร้การควบคุม พร้อมชี้ว่า “นี่คือปัญหาการเมืองที่ใหญ่ที่สุดของยุคสมัย” โดยย้ำว่าประเทศที่รักเสรีภาพ กำลังเสื่อมถอยเพราะนโยบายเหล่านี้ “คุณต้องมีพรมแดนที่แข็งแกร่งและใช้พลังงานแบบดั้งเดิม หากอยากกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” อีกทั้งยังกล่าวเตือนอย่างตรงไปตรงมาว่า “ประเทศของพวกคุณกำลังตกนรก” ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ชั่วโมง ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ใช้เวลาในการกล่าวโจมตีหลายประเทศอย่างเปิดเผย รวมถึงฝ่าฝืนธรรมเนียมการประชุมยูเอ็นที่ห้ามวิจารณ์โดยเอ่ยชื่อประเทศอื่นอย่างเปิดเผย ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้วิจารณ์สหราชอาณาจักรและเยอรมนีเรื่องพลังงานสะอาด ตำหนิกรีซและสวิตเซอร์แลนด์ที่รับผู้อพยพ และกล่าวหาบราซิลในสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นการเซ็นเซอร์และปราบปราม พร้อมกล่าวปกป้องมาตรการกวาดล้างผู้อพยพว่าเป็นความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนเสี่ยงชีวิตในการเข้ามายังสหรัฐฯ พร้อมโปรโมตหมวกที่แคมเปญขายว่า “Trump was right about everything” และประกาศว่า “ผมพูดแบบไม่โอ้อวด แต่เป็นความจริง ผมพูดถูกทุกเรื่อง” นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ ยังกล่าวโจมตีพลังงานหมุนเวียนและยกย่องถ่านหิน โดยบอกว่า “ผมมีคำสั่งเล็ก ๆ ในทำเนียบขาว อย่าใช้คำว่าถ่านหินแต่ให้ใช้คำว่าถ่านหินสะอาด สวยงาม มันฟังดูดีกว่าใช่ไหม” อีกทั้ง ยังตำหนิยูเอ็นว่าไม่เคยยื่นมือช่วยในความพยายามสันติภาพของเขา “ผมยุติสงคราม 7 แห่ง พบกับผู้นำของทุกประเทศ แต่ไม่เคยได้รับแม้แต่โทรศัพท์จากยูเอ็น” พร้อมเหน็บว่า “สิ่งที่ผมได้จากยูเอ็นมี 2 อย่าง บันไดเลื่อนเสียกับเครื่องสำหรับบอกบทเสีย”  ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังโจมตียูเอ็นว่ากำลัง “ให้เงินสนับสนุนการรุกรานประเทศตะวันตก” ผ่านความช่วยเหลือผู้อพยพ พร้อมตั้งคำถาม “จุดประสงค์ของสหประชาชาติคืออะไร? สิ่งที่ทำได้ก็แค่เขียนจดหมายประณามแรง ๆ แล้วไม่ทำอะไรต่อเลย มันคือคำพูดกลวงเปล่า ซึ่งไม่อาจยุติสงครามได้ มีแต่การลงมือเท่านั้นที่ยุติสงครามได้” ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวประณามการที่ชาติตะวันตกบางประเทศ ประกาศรับรองปาเลสไตน์เป็นรัฐ พร้อมย้ำจุดยืนหนุนอิสราเอลอย่างแข็งขัน แม้สหรัฐฯ จะยิ่งดูโดดเดี่ยวบนเวทีโลกในประเด็นนี้ ซึ่งทรัมป์ระบุว่า สิ่งที่ประชาคมโลกควรให้ความสำคัญคือการเร่งเจรจาเพื่อปล่อยตัวประกันที่ยังถูกกักขังในฉนวนกาซา หลังเหตุโจมตีรุนแรงของฮามาสต่ออิสราเอลเกือบ 2 ปีก่อน ซึ่งเป็นชนวนให้เกิดสงครามในกาซา ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลายประเทศตะวันตก เช่น ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร แคนาดา ออสเตรเลีย และโปรตุเกส ออกมารับรองปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ ถือเป็นแรงกดดันต่อท่าทีของสหรัฐฯ ที่ยังคงยืนข้างอิสราเอลเพียงไม่กี่ชาติ โดยอิสราเอลกำลังเผชิญเสียงวิจารณ์รุนแรงจากนานาชาติ หลังปฏิบัติการทางทหารในกาซา ก่อความเสียหายครั้งใหญ่และทำให้มีผู้เสียชีวิตชาวปาเลสไตน์แล้วกว่า 65,000 คน ขณะที่องค์กรเฝ้าระวังความมั่นคงทางอาหารโลกชี้ว่าบางส่วนของดินแดนกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนอาหาร ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวโจมตีว่า การรับรองรัฐปาเลสไตน์เป็นการให้รางวัลแก่ “ผู้ก่อการร้ายฮามาส” และจะยิ่งกระตุ้นความขัดแย้ง พร้อมทั้งเรียกประชุมผู้นำและเจ้าหน้าที่จากประเทศมุสลิมหลัก 8 ชาติ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ อียิปต์ จอร์แดน ตุรกี อินโดนีเซีย และปากีสถาน เพื่อหารือทางออกกาซ่า โดยมีรายงานจาก Axios ว่าสหรัฐฯ ต้องการให้ประเทศอาหรับและมุสลิมส่งกองกำลังเข้าไปประจำการในกาซ่าเพื่อเปิดทางให้อิสราเอลถอนกำลังทหาร และช่วยสนับสนุนเงินทุนสำหรับการเปลี่ยนผ่านและฟื้นฟูหลังสงคราม ที่มา Bloomberg และ Reuters
 |