SoftBank Group กลายเป็นบริษัทมูลค่าสูงสุดของญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในรอบกว่าสองทศวรรษ หลังราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงตามกระแส AI ทั่วโลก จนมูลค่าตลาดแซงหน้า Toyota Motor สะท้อนการหมุนเงินลงทุนจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมไปสู่ชิป เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต
หุ้น SoftBank พุ่งขึ้น 14% ในวันจันทร์ แตะระดับสูงสุดใหม่ ส่งผลให้มูลค่าตลาดเพิ่มเป็นราว 48 ล้านล้านเยน สูงกว่า Toyota ที่มีมูลค่าประมาณ 45 ล้านล้านเยน การกลับขึ้นมาครองตำแหน่งบริษัทมูลค่าสูงสุดของญี่ปุ่นในครั้งนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ เดือนมีนาคม 2000 ซึ่งเป็นช่วงฟองสบู่ดอตคอม สะท้อนว่าธีมเทคโนโลยีกลับมามีน้ำหนักต่อการประเมินมูลค่าตลาดอีกครั้ง
กำไรและการลงทุนใน OpenAI เป็นแรงขับหลัก
ปัจจัยสำคัญที่หนุนราคาหุ้นมาจากผลประกอบการและการลงทุนใน OpenAI โดย SoftBank รายงานกำไรสุทธิ 1.82 ล้านล้านเยน ในช่วงสามเดือนแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้น 3.5 เท่า จากปีก่อนหน้า ขณะเดียวกันบริษัทลงทุนใน OpenAI ไปแล้ว 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนเมษายน และมีคำมั่นว่าจะลงทุนเพิ่มอีก 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปีนี้ หากดีลเหล่านี้สะท้อนมูลค่าที่ตลาดยอมรับได้จริง ก็อาจช่วยเพิ่มกำไรจากเงินลงทุนและยกระดับความเชื่อมั่นต่อพอร์ตสินทรัพย์เทคโนโลยีของบริษัท
การปรับตัวขึ้นของ SoftBank ยังตอกย้ำมุมมองของนักลงทุนที่ให้คุณค่ากับบริษัทซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับ AI มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ลงทุนในแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ ผู้ถือหุ้นในบริษัทชิป หรือผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการประมวลผลขนาดใหญ่ ซึ่งกำลังกลายเป็นจุดศูนย์กลางใหม่ของการไหลของเงินในตลาดทุนเอเชีย
ผลกระทบต่อหุ้นเทคโนโลยีและตลาดเอเชีย
กระแส AI ส่งผลต่อภาพรวมตลาดหุ้นเอเชียอย่างชัดเจน นักลงทุนเริ่มหันไปให้น้ำหนักกับหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ ชิป ดาต้าเซ็นเตอร์ และ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล มากขึ้น ขณะที่หุ้นกลุ่มเศรษฐกิจเก่า เช่น ธนาคาร เหล็ก สาธารณูปโภค และผู้ผลิตรถยนต์ ถูกลดน้ำหนักเชิงเปรียบเทียบ ดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นแตะระดับ 67,000 ระหว่างวันเป็นครั้งแรก ก่อนปิดที่ 66,934.33 จุด ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ในภูมิภาคเดียวกัน ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้พุ่งขึ้นมากกว่า 100% และ Taiex ของไต้หวันเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ในปีนี้ สะท้อนว่ากระแสลงทุนในเทคโนโลยีไม่ได้จำกัดอยู่เพียงญี่ปุ่น แต่กระจายไปทั่วเอเชีย โดยเฉพาะประเทศที่เป็นฐานการผลิตชิปและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำคัญของโลก
หุ้นชิปและโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีเด่นขึ้นชัดเจน
ตลาดยังเชื่อมโยง AI เข้ากับการลงทุนขนาดใหญ่ในฝั่งผู้ให้บริการคลาวด์และผู้ผลิตชิป ส่งผลให้หุ้นของบริษัทอย่าง Arm Holdings ซึ่ง SoftBank ถือสัดส่วนราว 90% ปรับขึ้นมากกว่าสองเท่านับตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน ขณะเดียวกัน Kioxia Holdings และ Tokyo Electron ก็ขยับขึ้นมาอยู่ในกลุ่ม 10 บริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดของตลาดโตเกียวเช่นกัน
การเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดไม่ได้มอง AI เพียงในมิติซอฟต์แวร์ แต่รวมถึงห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่หน่วยความจำและอุปกรณ์ผลิตชิป ไปจนถึงศูนย์ข้อมูลที่ใช้พลังงานสูง นักลงทุนจึงเริ่มประเมินมูลค่าหุ้นจากศักยภาพในการรองรับการขยายตัวของ AI มากกว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมแบบเดิม
นัยสำคัญสำหรับนักลงทุนไทย
สำหรับนักลงทุนไทย ข่าวนี้สะท้อนว่าตลาดโลกกำลังให้น้ำหนักกับ AI และห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีมากกว่าสินทรัพย์ที่อิงเศรษฐกิจดั้งเดิม หากกระแสนี้ยังดำเนินต่อ หุ้นที่มี exposure ไปยังชิป ดาต้าเซ็นเตอร์ พลังงานสำหรับศูนย์ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีอาจได้รับความสนใจมากขึ้น ขณะที่หุ้นกลุ่มดั้งเดิมอาจเผชิญแรงเปรียบเทียบด้านผลตอบแทนที่ไม่เป็นคุณ
อย่างไรก็ตาม ธีม AI ยังต้องติดตามความต่อเนื่องของผลกำไร การประเมินมูลค่าที่สูง และความเสี่ยงจากการลงทุนขนาดใหญ่ที่อาจใช้เวลานานกว่าจะสร้างผลตอบแทนจริง นักลงทุนจึงควรพิจารณาโครงสร้างพอร์ตและระดับความเสี่ยงอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจตามกระแสตลาด
มุมมองจาก Morgan Stanley ชี้ธีมการฟื้นตัวกว้างกว่า AI
อีกด้านหนึ่ง Morgan Stanley ประเมินว่าเอเชียกำลังอยู่ในภาวะ Industrial supercycle ที่กว้างกว่า AI เพียงอย่างเดียว โดยระบุว่าการส่งออกที่ไม่ใช่เทคของเอเชียเพิ่มขึ้น 27% แบบ annualized ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ภาพดังกล่าวชี้ว่าธีมการลงทุนในเอเชียอาจครอบคลุมทั้งหุ้น AI โดยตรง และบริษัทในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมรอบใหม่ที่ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั่วภูมิภาค
เมื่อพิจารณาร่วมกัน ข่าวของ SoftBank จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตำแหน่งบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในญี่ปุ่น แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนจุดศูนย์กลางของตลาดทุนไปสู่โลกของ AI ชิป และระบบเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วเอเชีย