ธปท. รื้อใหญ่ค่าฟีแบงก์ 19 รายการ คาดกระทบกำไรสถาบันการเงินปีละไม่เกิน 5,000 ล้านบาท มีผล ก.ค. นี้

รูป ธปท. รื้อใหญ่ค่าฟีแบงก์ 19 รายการ คาดกระทบกำไรสถาบันการเงินปีละไม่เกิน 5,000 ล้านบาท มีผล ก.ค. นี้

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -2 มิ.ย. 69 16:29 น.

ผู้ว่าธปท.คาดรื้อค่าธรรมเนียมแบงก์ 19 รายการ กระทบแบงก์ 5,000 ลบ. ส่วนเคส Virtual Bank ของกลุ่ม CP เชื่อจะได้แนวทางที่เหมาะสมเร็วๆ นี้

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงกรณีที่ราชกิจนุเบกษา ออกประกาศ​ธปท.​เรื่องปรับลดค่าธรรมเนียมบริการทางการเงิน ครอบคลุม 4 ประเภท 19 รายการ นั้น ประกอบด้วย บัญชีเงินฝาก , บัตรอิเล็กทรอนิกส์ , ธุรกรรมการชำระเงิน และสินเชื่อ SMEs จากการประเมิน เบื้องต้น คาดว่าจะกระทบกำไรของสถาบันการเงินปีละไม่เกิน 5,000 ล้านบาท ทั้งอุตสาหกรรม จากทั้งหมด 280,000 ล้านบาท

ที่ผ่านมา ธปท. พบการเรียกเก็บค่าบริการผลิตภัณฑ์ทางการเงินบางรายการ ที่ยังไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เช่น บางรายการมีต้นทุนลดลง หรือ ไม่มีต้นทุนแล้วจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แต่ยังเก็บค่าบริการนี้อยู่ นอกจากนี้ ยังพบว่า ค่าบริการบางรายการที่สถาบันการเงินแต่ละแห่งเรียกเก็บยังแตกต่างกันมาก หรือ ค่าบริการบางรายการยังมีหลักการคิดที่สะท้อนต้นทุนที่ไม่ชัดเจน ดังนั้นจึงควรกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเรีบกเก็บค่าบริหารให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

โดยหลักเกณฑ์ใหม่นี้จะทยอยมีผลตั้งแต่เดือน ก.ค. เป็นต้นไป ประกอบด้วย ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัญชีเงินฝาก เช่น ค่าขอ Statement ย้อนหลังไม่เกิน 12 เดือน ทางช่องทาง อิเล็กทรอนิกส์ฟรี และ Paper ไม่เกิน 100 บาท , ค่ารับรองฐานะทางการเงิน น้อยกว่า 100 บาทต่อชุดต่อครั้ง

ส่วนค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ค่าแรกเข้าและรายปีบัตร ATM พื้นฐาน ต้องไม่เกิน 150 บาทต่อปี ค่าแรกเข้าและรายปีบัตรเดบิตพื้นฐาน ไม่เกิน 200 บาทต่อปี เป็นต้น

กรณีที่ผู้ให้บริการไม่สามารถดำเนินการได้ตามหลักเกณฑ์ภายในเวลาที่กำหนด ผู้ให้บริการต้องคืนเงินส่วนต่างที่เรียกเก็บเกินกว่าที่หลักเกณฑ์กำหนดให้แก่ลูกค้านับตั้งแต่วันที่หลักเกณฑ์มีผลบังคับใช้ รวมถึงต้องจัดทำแผนและกรอบระยะเวลาดำเนินการเพื่อให้สามารถปฏิบัติได้ตามหลักเกณฑ์ให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด

จ่อคุม Buy Now Pay Later ครอบคลุมเพดานดอกเบี้ย

ธปท.ให้ความสำคัญ คือ การเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจ Buy Now Pay Later (BNPL) หรือบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ซึ่งปัจจุบันพบว่า คนไทย 25.5 ล้านคน เป็นหนี้ โดยคนเพิ่งเริ่มทำงาน อายุ 20-35 ปี เป็นหนี้ 52.7% เป็นหนี้เร็ว โดยเป็นกลุ่มที่มีหนี้เสีย (NPL) สูงที่สุด 27% มีหนี้ที่ไม่สร้างรายได้ เช่น หนี้บัตรเครดิต หนี้ส่วนบุคคล หนี้รถ

พฤติกรรมการใช้ BNPL คือ 1.กดจ่าย แล้วกลายเป็นสินเชื่อแบบไม่รู้ตัว กดใช้วงเงินเพราะคิดว่าเป็นช่องทางการจ่ายเงิน 2.ใช้แล้ว ยากที่จะกลับไปจ่ายเต็มราคา เพราะมีโปรโมชั่นดีกว่า Interface เอื้อให้กดจ่ายง่าย ยังไม่ต้องจ่ายวันนี้ ทำให้ตัดสินใจซื้อง่ายกว่า 3.วินัยการใช้เงินแย่ลง ราคาที่จ่าย/ยอดผ่อนที่ต่ำ กระตุ้นการใช้จ่ายสินค้าไม่จำเป็น-สินค้าฟุ่มเฟือย

ธปท.เตรียมออกหลักเกณฑ์กำกับดูแล BNPL ภายในเดือนต.ค.-พ.ย.2569 ครอบคลุมเรื่องเพดานดอกเบี้ย การเปิดเผยข้อมูลแก่ผู้บริโภค การประเมินความสามารถในการชำระหนี้ และการป้องกันไม่ให้ประชาชนได้รับวงเงินสินเชื่อโดยไม่รู้ตัว เพื่อสกัดปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อาจสะสมในอนาคต และหวังว่าจะสามารถกำกับได้ภายในสิ้นปีนี้

“ตัวอย่าง BNPL เช่น ผ่อนชานมไข่มุก ราคาแก้วละ 106 บาท 1 เดือน 106 บาท 2 เดือน 54.66 บาท 3 เดือน 36.82 บาท ถึงยอดผ่อนจะดูน้อย แต่ทางเลือกผ่อนจ่ายไม่ระบุอัตราดอกเบี้ย เมื่อคำนวณแล้ว ถูกคิดดอกเบี้ยสูง เช่น แบบ 2 เดือน ดอกเบี้ย 18.79% ต่อปี แบบ 3 เดือน ดอกเบี้ย 16.83% ต่อปี”นายวิทัย กล่าว

ชี้ CPALL ไม่โอนธุรกิจเข้า Virtual Bank ชี้มีทางเลือกดำเนินการ

ด้านกรณีของ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL มีมติผู้ถือหุ้นไม่เห็นชอบการโอน 3 ธุรกิจเข้า Virtual Bank นั้น ตามหลักเกณฑ์ของ Virtual Bank กำหนดไว้ว่า หากองค์กรใดกลุ่มใดเป็นผู้รับใบอนุญาต (License) จะต้องทำการโอนย้ายธุรกิจทางการเงินทั้งหมดเข้ามาอยู่ภายใต้กลุ่มโครงสร้างเดียวกันกับ Virtual Bank เพื่อความโปร่งใสและการกำกับดูแลความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ

“เราพยายามแยก Real sector ออกจาก ธุรกิจการเงินให้ชัดเจน ซึ่งเป็นไปตามหลักเกฑณ์เดิมอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงจากการเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) ซึ่งทุกรายก็ทำแบบนี้”นายวิทัย กล่าว

สำหรับ CP มีใบอนุญาต 3 ใบ คือ เคาน์เตอร์เซอร์วิส 99% Thai Payment ถือหุ้นในสัดส่วน 99% และอีกใบ ถือผ่าน CPAXT หากดูตามเกณฑ์ต้องโอนทั้ง 3 ธุรกิจ เข้ามาอยู่ใน Virtual Bank โดยธปท.ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องทำแบบไหน ซึ่งมีหลายทางเลือกที่ดำเนินการ เช่น การลดสัดส่วนหุ้นเพื่อไม่ให้มีอำนาจครอบงำ หรือ หากธุรกิจนั้นเล็กมากก็อาจเลือกเลิกธุรกิจไปเลย ทุกอย่างขึ้นอยุ่กับทางกลุ่มว่าจะเลือกทางไหนและต้องมีเหตุผลที่เหมาะสมมาชี้แจง ธปท.มีหน้าที่พิจารณา และให้ความเห็น เสนอไปที่กระทรวง และอนุมัติขั้นสุดท้าย

“ผมไม่ทราบว่าเขาจะเลือกทางไหน และสุดท้าย จะเป็นอย่างไร และเลือกวิธีไหน ต้องดูเหตุผล ไม่ใช่ว่าจะให้เลย เหมาะสมไหม ควรไหม และวิเคราะห์ทั้งหมด ผ่านกระบวนการ ก่อนส่งให้กระทรวงการคลังพิจารณา”นายวิทัย กล่าว

ส่วนกรณีที่มีคนกังวลเรื่อง Virtual Bank ว่าจะทำให้หนี้ครัวเรือนมีปัญหา จะแย่งเงินฝาก สินเชื่อ ธนาคารปกติ จะอยู่ไม่รอด นั้น ยืนยันว่า เจตนาของ Virtual Bank คือการเจาะกลุ่ม Underbanked หรือ กลุ่มคนที่ไม่มีรายได้ประจำ เช่น พ่อค้าแม่ค้า คนขับรถรับจ้าง ซึ่งเดิมเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ยากและต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง

“ยกตัวอย่าง ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ 16 ล้านล้านบาท หาก Virtual bank 1 ราย ปล่อยสินเชื่อเฉลี่ยรายละ 30,000 บาท จำนวน 1 ล้านราย จะคิดเป็นยอดสินเชื่อเพียง 30,000 ล้านบาทเท่านั้น เมื่อเทียบกับหนี้ครัวเรือน 16 ล้านล้านบาท ผมว่ามันคนละไซต์กันเลย และมั่นใจว่าไม่กระทบกับแบงก์ใหญ่ ในต่างประเทศอาจมีคนที่ทำสำเร็จและไม่สำเร็จ แต่ระบบจะเกิดการเปลี่ยน มีการใช้ DATA เพื่อให้สินเชื่อ”นายวิทัย กล่าว

อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news


แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reported by

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

หัวหน้าข่าว สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย