SCGP โชว์กำไร Q1/69 พุ่ง 74% แตะ 1,566 ลบ.แรงหนุนจากบรรจุภัณฑ์ในอินโดนีเซียสดใส การบริหารจัดการพลังงาน - เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต วางแผนอนาคตดินหน้าโครงการที่ขับเคลื่อนด้วย AI
บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 1,566 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 30% จากไตรมาสก่อนหน้า แรงหนุนจากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ในอินโดนีเซีย การบริหารจัดการพลังงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
SCGP มีรายได้จากการขายรวม 29,295 ล้านบาท ลดลง 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากปริมาณการขายและราคาขายเฉลี่ยที่ปรับลดลง รวมถึงความต้องการบรรจุภัณฑ์ชะลอตัวในช่วงวันหยุดในเวียดนามและอินโดนีเซีย
ต้นทุนขายของ SCGP อยู่ที่ 23,131 ล้านบาท ลดลง 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากราคาวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิล (RCP) และต้นทุนพลังงานที่อยู่ในภาวะเอื้อต่อการดำเนินงาน
สำหรับสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (IPB) มีรายได้จากการขาย 22,815 ล้านบาท ลดลง 6% YoY แต่ EBITDA และกำไรสำหรับงวดเพิ่มขึ้น 24% และ 112% ตามลำดับ จากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ในอินโดนีเซีย และประสิทธิภาพในการจัดการพลังงานและวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิล
สายธุรกิจเยื่อและกระดาษ (FB) มีรายได้จากการขาย 5,957 ล้านบาท ลดลง 14% YoY เนื่องจากราคาขายที่ลดลงในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์และปริมาณขายเยื่อเคมีละลายได้ลดลง ส่งผลให้ EBITDA และขาดทุนสำหรับงวดลดลง 60% และ 260% ตามลำดับ
SCGP มีสินทรัพย์รวม 179,129 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จากสิ้นปีก่อน ส่วนใหญ่มาจากผลต่างอัตราแลกเปลี่ยนจากการอ่อนค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินในกลุ่มอาเซียน หนี้สินรวม 87,084 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% และส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 92,045 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2%
แผนการพัฒนาและการใช้ AI
SCGP ยังคงมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความเป็นผู้นำผ่านการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง การพัฒนาโซลูชันบรรจุภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ขยายสู่ตลาดใหม่ และจัดสรรทุนไปยังโอกาสทางธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตสูง พร้อมทั้งพัฒนาองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยบุคลากรและความคล่องตัว
บริษัทจะเดินหน้าโครงการที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจควบคู่กับการรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมุ่งสู่เป้าหมายการใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิล นำกลับมาใช้ซ้ำ หรือย่อยสลายได้ 100% ภายในปี 2573 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 25% ภายในปี 2573 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593