| ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแดนบวกในวันพฤหัสบดี (16 เม.ย.) ขณะที่ดัชนี S&P 500 และแนสแดคปิดทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันเป็นวันที่สอง ท่ามกลางความเชื่อมั่นว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ผ่านพ้นจุดที่วิกฤตที่สุดไปแล้วหลังอิสราเอลตกลงหยุดยิงชั่วคราวกับเลบานอน ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ และอิหร่านอาจกลับมาเจรจากันอีกครั้งในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ระดับ 48,578.72 จุด บวก 115.00 จุด (+0.24%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,041.28 จุด เพิ่มขึ้น 18.33 จุด (+0.26%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 24,102.70 จุด ขยับขึ้น 86.69 จุด (+0.36%) ดัชนีแนสแดคบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 12 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ค. 2009 หลังวิกฤตการณ์การเงินทั่วโลก บรรยากาศการซื้อขายเป็นไปอย่างผันผวนหลังทรัมป์ประกาศว่า อิสราเอลและเลบานอนตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 10 วัน และให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนว่า อิหร่านได้ยื่นข้อเสนอที่จะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองนานกว่า 20 ปี ก่อนหน้านั้นในช่วงเช้า สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับและยุโรปว่า สหรัฐฯ อาจต้องใช้เวลาประมาณหกเดือนในการบรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน คริส แซคคาเรลลี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Northlight Asset Management ให้ความเห็นว่า ตลาดกำลังซึมซับสลับไปมาระหว่างข่าวเชิงบวกและข่าวที่เป็นกลาง พร้อมระบุว่า การซื้อขายในตลาดถูกขับเคลื่อนโดยประเด็นสงครามอิหร่านเป็นหลักตลอดระยะเวลาเดือนครึ่งที่ผ่านมา แม้จะมีความหวังว่า ความคืบหน้าทางการทูตจะช่วยหนุนความเชื่อมั่นในสัปดาห์นี้ แต่นักวิเคราะห์บางส่วนระบุว่า อาจต้องมีสัญญาณการบรรลุสันติภาพที่ชัดเจนกว่านี้เพื่อรักษาแรงส่งของตลาด ขณะที่ตลาดออปชันบ่งชี้ว่า การปรับโพสิชันและโมเมนตัมในตลาดบ่งชี้ว่า ทิศทางการปรับตัวของหุ้นในระยะนี้ยังมีพื้นที่ให้ปรับตัวขึ้นได้อีก โรเบิร์ต ฟิปป์ส ผู้อำนวยการของ Per Stirling Capital Management ระบุว่าข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาผสมผสานกันในวันพฤหัสบดี โดยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐฯ ลดลงมากกว่าที่คาดในสัปดาห์ที่ผ่านมา บ่งชี้ว่าสภาวะตลาดแรงงานที่ยังคงมีเสถียรภาพ แม้บรรดานายจ้างจะยังคงระมัดระวังในการเพิ่มจำนวนพนักงานเนื่องจากสงครามกับอิหร่านยังคงเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจ ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม - หุ้น 11 กลุ่มที่คำนวณใน S&P 500 ส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ปรับตัวลดลงมากที่สุดที่ 0.8% ขณะที่กลุ่มพลังงานบวกมากสุดที่ 1.6% ตามทิศทางราคาน้ำมัน - หุ้น PepsiCo ปิดบวก 2.3% หลังรายงานกำไรรายไตรมาสสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ - หุ้น Abbott ผู้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์ ร่วงลง 6% แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2023 หลังปรับลดคาดการณ์กำไรตลอดทั้งปี - หุ้น Charles Schwab ลดลงมากที่สุดใน S&P 500 ดิ่งลง 7.6% หลังเปิดเผยผลประกอบการ - หุ้น Netflix ร่วง 8% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ หลังจากรายงานผลประกอบการ โดยบริษัทยังคงเป้าหมายรายได้ปี 2026 ตามคาดการณ์เดิม และประกาศว่า รีด ฮาสติงส์ ผู้ร่วมก่อตั้งจะก้าวลงจากตำแหน่งในเดือนมิ.ย. - หุ้น Myseum ทะยานขึ้น 129% ปิดที่ 3.30 ดอลลาร์ หลังจากรีแบรนด์เป็น Myseum.AI ตามทิศทางหุ้น Allbirds ผู้ผลิตรองเท้าที่ทะยานแรงในวันพุธ (15 เม.ย.) หลังจากประกาศปรับทิศทางธุรกิจไปสู่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) - หุ้น Voyager Technologies ดีดขึ้น 8.8% หลังจากองค์การนาซาลงนามในคำสั่งจ้างให้บริษัทดำเนินภารกิจส่งนักบินอวกาศเอกชนครั้งที่ 7 ไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ โดยเป็นครั้งแรกของบริษัทที่ได้รับเลือกให้ปฏิบัติภารกิจดังกล่าว ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 18,220 ล้านหุ้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 19,110 ล้านหุ้น - ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในสัดส่วน 1.23 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 351 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 40 ตัว - ตลาดหุ้นแนสแดค มีหุ้นบวก 2,516 หุ้น และหุ้นลบ 2,231 ตัว โดยมีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในสัดส่วน 1.13 ต่อ 1 หุ้น - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 20 ตัว และจุดต่ำสุด 1 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 129 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 39 ตัว ที่มา Reuters |