สภาพัฒน์ฯ เผย GDP ไตรมาส 1/69 โต 2.8% คงเป้าทั้งปี 1.5-2.5% รับแรงหนุนบริโภค-ลงทุน-ส่งออก

รูป สภาพัฒน์ฯ เผย GDP ไตรมาส 1/69 โต 2.8% คงเป้าทั้งปี 1.5-2.5% รับแรงหนุนบริโภค-ลงทุน-ส่งออก

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -18 พ.ค. 69 10:18 น.

สภาพัฒน์​ฯ ​เผยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2569 ขยายตัว 2.8% จากส่งออก-ลงทุนเอกชนพุ่งสุดในรอบ 44 ไตรมาส พร้อมคงเป้าทั้งปีที่ 1.5-2.5% ปรับเป้าเงินเฟ้อ-ราคาน้ำมันขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง ชี้จับตาความเสี่ยงการค้าโลก-มาตรา 301

 

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2569 ขยายตัวได้ 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงส่งจากการบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชน และการส่งออกที่ยังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ทั้งปีนี้ สศช.​ยังคงประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ ที่ 1.5-2.5% ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 2-3% จากเดิมคาดว่าจะอยู่ที่ (-0.3%) ถึง 0.7% และเงินเฟ้อพื้นฐานที่ 2.3-3.3% จากเดิมคาด 0.2-1.2%

โดยการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 3.2% ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนที่ขยายตัวได้ 3.3% โดยหมวดสินค้าไม่คงทน ขยายตัวเร่งขึ้นตามการใช้จ่ายด้านอุปกรณ์ขนส่งส่วนบุคคล (น้ำมันเชื้อเพลิง) และด้านไฟฟ้า/ก๊าซ ส่วนสินค้าคงทน ขยายตัวตามการใช้จ่ายเพื่อซื้อยานพาหนะ

ส่วนการอุปโภคของรัฐบาลขยายตัว 3.4% เร่งขึ้นจากการขยายตัวที่ 1.3% ในไตรมาสก่อนหน้า ส่วนการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 10.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยขยายตัวในรอบ 44 ไตรมาส โดยขยายตัวในหมวดเครื่องจักรเครื่องมือ ขยายตัวในเกณฑ์สูงที่ 11.5% ตามการขยายตัวเร่งขึ้นของการลงทุนในหมวดเครื่องจักรอุตสาหกรรม ส่วนการลงทุนภาครัฐ ขยายตัวได้ 9.4% ชะลอลงจากการขยายตัว 13.3% ในไตรมาสก่อนหน้า

การส่งออกในไตรมาสแรก ขยายตัวได้ 12.6% โดยสินค้าที่มูลค่าการส่งออกขยายตัว คือ อุปกรณ์โทรคมนาคม เครื่องประดับ เป็นต้น ส่วนกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกลดลง ได้แก่ รถยนต์นั่ง ยางและข้าว

ด้านการนำเข้าสินค้าและบริการขยายตัว 21.1% เร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัว 9.5% โดยกลุ่มที่มีมูลค่านำเข้าขยายตัว คือ ชิ้นส่วนแผงวงจรรวม แผ่นวงจรพิมพ์ และเครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนที่มีมูลค่าลดลง คือ วัสดุที่ทำด้วยยางและยางเทียม และคอมพิวเตอร์ ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุลครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส ที่ 0.3 พันล้านดอลลาร์​หรือ 9.6 พันล้านบาท

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เศรษฐกิจโลกและการค้าโลกได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าพลังงานและราคาสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่มีสัดส่วนนำเข้าจากตะวันออกกลางในระดับสูง โดยไทยได้ปรับนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นเพิ่มขึ้น จากสหรัฐฯ​ แอฟริกา แต่ราคาจะอยู่ในระดับสูง โดยมองว่า ราคาน้ำมันยังยืนในระดับสูงต่อเนื่อง จากโครงสร้างพื้นฐานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติถูกทำลาย อาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัว

สาขาการผลิตที่มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบรุนแรง คือ สาขาที่มีการใช้พลังงานเข้มข้น เช่น ประมง การขนส่งและการสื่อสาร อุตสาหกรรมเคมี การไฟฟ้าและประปา รวมถึงสาขาที่มีต้นทุนพลังงานเป็นสัดส่วนสูง นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าสัตถุดิบจากตะวันออกกลางอื่นๆ ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบดังกล่าวได้

นอกจากนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งยังมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อไทยจากมูลค่าการส่งออกสินค้าไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางที่ลดลง รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งจากตัวนออกกลางและภูมิภาคอื่นๆ ที่มีแนวโน้มลดลง

สมมติฐานประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569

สำหรับสมมติฐานประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ คาดว่าอัตราแลกเปลี่ยนปีนี้คาดว่าจะอ่อนค่าลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 32-33 บาทต่อดอลลาร์ จากเดิมคาด 31-32 บาทต่อดอลลาร์ ราคาน้ำมันดิบดูไบ คาด 85-95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากเดิมคาด 58-68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาด 32 ล้านคน จาก 35 ล้านคน และรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ 1.49 ล้านล้านบาท จากเดิมคาด 1.65 ล้านล้านบาท

ขณะที่การส่งออกปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ที่ 9.6% ชะลอลงจากปีก่อนที่ขยายตัวได้ 12.7% แต่ปรับเพิ่มขึ้นจากการประมาณการครั้งก่อน ตามการผ่อนคลายมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูง และการนำเข้าคาดว่าจะขยายตัวได้ 14.2%

แนวโน้มที่ประเมินได้รวมผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และแรงส่งจากพ.ร.ก.กู้เงินที่จะออกแล้ว และการขยายตัวที่ดีกว่าคาดในไตรมาส 1/2569

ปัจจัยหนุนเศรษฐกิจไทยปี 2569

1.การขยายตัวต่อเนื่องของอุปสงค์ของเอกชน ที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดี สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุน และการนำเข้าสินค้าทุนและเครื่องจักร

2.การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน รวมทั้งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท โดยคาดว่าพ.ร.ก.ปีนี้คาดจะใช้เม็ดเงิน 1.7-2 แสนล้านบาท และส่วนที่เหลือใช้ในปีหน้า

3.การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการส่งออก ตามแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของความต้องการสินค้าเกี่ยวกับเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งจะส่งผลให้การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกซ์ของไทยมีแนวโน้มที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องติดตาม คือ มาตรา 301 ซึ่งกระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการเจรจา ซึ่งต้องติดตามว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร

เปิด 6 ประเด็นบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาค

1.การดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภายใต้สถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อรองรับในกรณีที่สถานการณ์ความขัดแย้งมีความยืดเยื้อ การดำเนินมาตรการเฉพาะเจาะจงมุ่งเป้า เพื่อดูแลผลกระทบต่อภาคธุรกิจจากการปรับขึ้นของต้นทุนพลังงาน การดูแลความเพียงพอของวัตถุดิบในภาคการผลิตอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลน และการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านของพลังงานและการปรับตัวเข้าสู่คาร์บอนต่ำ

2.การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะโครงการลงทุนที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนไปแล้วในช่วงก่อนหน้าให้เกิดการลงทุนจริง โดยให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกและการแก้ไขอุปสรรคในการลงทุน การพัฒนาระบบนิเวศให้เอื้อต่อการลงทุน การสร้างประโยชน์ต่อเนื่องจากการลงทุนจากต่างประเทศให้แก่ผู้ประกอบการภายในประเทศ​

3.การรักษาการขยายตัวของภาคการส่งออกให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญ กับ การลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ โดยเตรียมความพร้อมต่อกระบวนการไต่สวนมาตรา 301 และรองรับความเสี่ยงของการใช้มาตรา 201 ภายใต้กฎหมายการค้าปี 1974 รวมการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มสูญเสียส่วนแบ่งตลาด

รวมถึงการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการสำคัญของประเทศคู่ค้า ที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2569-2570 ได้แก่มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน และข้อกฎหมายด้านการนำเข้าสินค้าที่มีส่วนในการตัดไม้ทำลายป่า และการลดต้นทุนการผลิตและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ และการช่วยเหลือผู้ประกอบการ

4.การรักษาแรงสนับสนุนของการใช้จ่ายภาครัฐควบคู่ไปกับการรักษาวินัยการเงินการคลัง โดยการให้ความสำคัญกับการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบ 2569 ให้ไม่ต่ำกว่า 90.7% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด โดยเฉพาะงบลงทุนที่ควรเร่งรัดให้มีการเบิกจ่ายไม่น้อยกว่า 70% การบริหารจัดการงบประมาณภายใต้พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาท ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์​และการรักษาพื้นที่ทางการคลังให้เพียงพอสำหรับการรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในอนาคต

5.การดูแลผลกระทบต่อภาคเกษตรจากการเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบทางการเกษตรและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยการเร่งจัดหาแหล่งนำเข้าอื่นๆ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตร

6.การแก้ไขปัญหาด้านการนำเข้าสินเชื่อของภาคธุรกิจและครัวเรือน โดยให้ความสำคัญกับการลดแรงกดดันจากสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในภาคครัวเรือน การให้ความช่วยเหลือทางการเงินให้แก่ธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ และการเร่งดำเนินการตามแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะต่อไป


แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reported by

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

หัวหน้าข่าว สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย