| “เอกนิติ” ชูยุทธศาสตร์ “ซ่อม-สร้าง” พลิกเศรษฐกิจไทยจาก K เป็น V ชี้โตต่ำ-หนี้สูง ต้องเร่งแก้ คว้าโอกาส AI-พลังงานสะอาด-ลงทุนโลก ดันโซลาร์ครัวเรือน รัฐช่วยอุดหนุน 50,000 บาท เป้าหมาย 1 ล้านครัวเรือน เปลี่ยนคนจ่ายค่าไฟเป็น “ผู้ผลิต-ขายไฟ” รับรายได้ยาว 25-30 ปี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในการปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “THAILAND BEYOND TOMORROW” ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน โดยในอดีตประเทศไทยเคยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ระดับ 6-7% ก่อนวิกฤตปี 2540 แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยเติบโตไม่ถึง 3% ส่งผลให้รายได้ประชาชนลดลงและนำไปสู่ปัญหาหนี้ครัวเรือน ขณะที่การลงทุนของประเทศอยู่ในระดับต่ำ ทำให้เศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ นอกจากนี้ คนไทยมีเงินออมไม่เพียงพอ เมื่อเกิดวิกฤตจากปัจจัยภายนอก ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโลก โควิด-19 หรือวิกฤตพลังงาน กลุ่มผู้มีรายได้น้อยและผู้ประกอบการรายเล็กจึงได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น และต้องพึ่งพาการกู้ยืมเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาครัฐต้องเข้ามาช่วยเหลือ ส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ปัญหาเอสเอ็มอีเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนยังเป็นโจทย์ที่สะสมมานาน เพราะเมื่อธุรกิจไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ ก็ไม่มีภูมิคุ้มกันเพียงพอในการรองรับแรงกระแทกจากวิกฤตต่าง ๆ “ปัญหาเหล่านี้สะสมมานาน สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่พูด ๆๆๆ แต่ต้องลงมือทำตั้งแต่วันนี้ โดยต้องซ่อมปัญหาเดิม พร้อมสร้างโอกาสใหม่ เพื่อไม่ให้ประเทศกลับเข้าสู่วงจรเดิมเมื่อเกิดวิกฤต” นายเอกนิติกล่าว เปิด 4 กระแสโลก เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ปัจจุบันโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมี 4 กระแสสำคัญที่ไทยต้องคว้าโอกาส ได้แก่ 1. โลกแบ่งขั้วและสงครามการค้า ทำให้นักลงทุนทั่วโลกมองหาประเทศที่มีความปลอดภัยและสามารถทำธุรกิจได้กับทุกฝ่าย ซึ่งไทยมีจุดแข็งจากการวางตัวเป็นกลาง สามารถค้าขายกับทุกประเทศ และมีศักยภาพที่จะดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ 2. การเติบโตของ AI เป็นทั้งความท้าทายและโอกาส โดยเฉพาะเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการรายเล็กที่สามารถนำ AI มาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ จากเดิมที่ต้องจ้างคนทำบัญชี ทำคอนเทนต์ หรือทำคลิปขายสินค้า ปัจจุบันสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้ 3. กระแสสิ่งแวดล้อม กำลังกลายเป็นกติกาทางการค้า โดยธุรกิจที่ไม่สามารถทำตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมอาจไม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้ ขณะเดียวกัน ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติมากที่สุด 4. สังคมสูงวัย หากไทยไม่เตรียมพร้อมและคว้าโอกาสจากเศรษฐกิจผู้สูงอายุ ปัญหาดังกล่าวจะกลายเป็นภาระทั้งต่อครอบครัวและภาครัฐ ซ่อม คนตัวเล็ก แก้หนี้-ลดแรงกระแทก สำหรับแนวทางที่ต้องทำคือการ ซ่อม และสร้าง โดยการซ่อมนั้น กระทรวงการคลังให้ความสำคัญกับการประคองคนตัวเล็ก โดยเฉพาะการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ผ่านความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทย ภายใต้โครงการ ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ ซึ่งมุ่งช่วยลูกหนี้ NPL ประมาณ 1 ล้านบัญชี ทั้งการเจรจาโอนหนี้ไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) และการปิดหนี้สำหรับผู้ที่ไม่สามารถไปต่อได้ รวมถึงเติมเงินทุนให้กับลูกหนี้ที่มีศักยภาพกลับมาประกอบอาชีพได้ โดยตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา มีประชาชนเกือบ 1 ล้านรายที่อยู่ในแนวทางช่วยเหลือดังกล่าว เพื่อประคองให้สามารถกลับมาเดินหน้าต่อได้ นอกจากการแก้หนี้แล้ว รัฐบาลยังต้องลดแรงกระแทกจากค่าครองชีพ โดยเฉพาะผลกระทบจากราคาพลังงาน เนื่องจากไทยยังต้องนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนสูง เมื่อราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้นจึงส่งผลโดยตรงต่อประชาชน ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการผ่านมาตรการต่าง เช่น ไทยช่วยไทยพลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นเครื่องมือในการช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็กให้สามารถประคองธุรกิจและดำรงชีวิตต่อไปได้ เตรียมใช้ AI ปลดล็อกสินเชื่อพ่อค้าแม่ค้า ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังเตรียมนำ AI และข้อมูลการขายเข้ามาช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อ ผ่านโครงการ สินเชื่อนกกระซิบ ซึ่งจะนำข้อมูลรายได้จากการขายในช่วง 3 เดือนมาใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อ แนวคิดดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ประกอบการที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น พ่อค้าแม่ค้าที่มีเพียงรถเข็น สามารถพิสูจน์รายได้และเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ โดยเตรียมเปิดตัวโครงการในเร็ว ๆ นี้ สำหรับเอสเอ็มอี กระทรวงการคลังเดินหน้ากลไก SME Credit Guarantee เพื่อเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อ โดยที่ผ่านมา สามารถช่วยให้สินเชื่อเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นประมาณ 60,000 ล้านบาท และเตรียมผลักดันโครงการ SME Supply Chain Financing เปิดทางให้ผู้ประกอบการที่เป็นคู่ค้าของบริษัทขนาดใหญ่สามารถนำใบแจ้งหนี้ (Invoice) มาใช้ขอสินเชื่อได้ แม้ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ดัน ออมพลัส-TISA เพิ่มเงินออมคนไทย ด้านการออม รัฐบาลเตรียมผลักดันผลิตภัณฑ์ ออมพลัส ที่จะเปิดขายเป็นประจำทุกเดือน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนรายย่อยเข้าถึงการออมได้มากขึ้น พร้อมเตรียมเดินหน้าโครงการ TISA เพื่อส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาว “การซ่อม เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ไทยต้องสร้าง โอกาสใหม่ เพื่อให้สามารถขึ้นไปบนรถไฟแห่งอนาคต ที่กำลังวิ่งผ่านประเทศไทย”นายเอกนิติ กล่าว ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกมีลักษณะเป็น K-Shape โดยคนหรือธุรกิจที่สามารถปรับตัวและคว้าโอกาสใหม่ได้จะเป็นกลุ่มขาขึ้น ขณะที่คนที่ปรับตัวไม่ทันจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังและเข้าสู่ขาลง “เศรษฐกิจเป็น K-Shape โดยคนที่ขึ้นรถไฟไม่ได้ก็จะถูกทิ้งที่ชาญชลา ก็จะกลายเป็น K ขาลง ใครที่ขึ้นได้ก็เป็น K ขาขึ้น วันนี้ต้องสร้างโอกาส ไม่ใช่ปล่อยให้รถไฟผ่าน ไม่เช่นนั้น มันจะเปลี่ยนจาก K เป็น A ซึ่งจะเป็นขาลงอย่างเดียว วันนี้เราต้องคว้าโอกาส ดึงสิ่งดีดี ให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยที่สุด สร้างรายได้ สร้างงาน ช่วยผู้ประกอบการเข้าถึง หากไม่ทำอะไร ประเทศไทย จะไม่ใช่ K แต่จะเป็น A ขาลง มีแต่คนแย่ลง วันนี้ ต้องเปลี่ยนจาก K เป็น V ขาขึ้น ขึ้นรถไฟความเร็วที่ผ่านเมืองไทย ซึ่งเป็นรถขบวนใหม่แห่งอนาคต”นายเอกนิติ กล่าว ดังนั้น ไทยต้องไม่ปล่อยให้รถไฟแห่งอนาคตวิ่งผ่านไป แต่ต้องดึงการลงทุน เทคโนโลยี และโอกาสใหม่เข้ามาสร้างรายได้และการจ้างงานในประเทศ เพื่อเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยจาก K-Shape ไปสู่ V-Shape ให้ได้ ดึงลงทุน AI-พลังงานสะอาด สร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ สำหรับการสร้างโอกาสในอนาคต รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับ AI และโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ผ่านมา ไทยมีการลงทุนด้านพลังงานสีเขียว ทั้งโซลาร์และระบบกักเก็บน้ำ เพื่อรองรับการลงทุนใหม่ โดยต้องการดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน เพื่อลดภาระการลงทุนของภาครัฐ พร้อมนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาพัฒนาทักษะแรงงานไทย ขณะเดียวกัน การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจะต้องทำให้เกิดประโยชน์กับไทยมากกว่าการเป็นเพียงผู้ใช้ โดยต้องพัฒนาไปสู่การเป็นผู้ผลิต เทคโนโลยีและบริการด้วย ยกตัวอย่างการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล ซึ่งข้อมูลจากการใช้งานแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น TikTok สามารถนำมาวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคได้ แต่โครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลัง ทั้งการส่งข้อมูลผ่านระบบไฟเบอร์และการจัดเก็บข้อมูล ต้องเกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานในประเทศ ดันโซลาร์ครัวเรือน เปลี่ยนผู้ใช้ไฟเป็นผู้ผลิต อีกหนึ่งโครงการสำคัญคือ โซลาร์ภาคครัวเรือน โดยรัฐบาลมีแนวคิดสนับสนุนครัวเรือนละ 50,000 บาท เป้าหมาย 1 ล้านครัวเรือน วงเงินรวมประมาณ 50,000 ล้านบาท พร้อมหารือกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารออมสิน เพื่อสนับสนุนด้านเงินทุน “โครงการนี้เราจะเปลี่ยนประชาชน เปลี่ยนหลังคาบ้านของประชาชนให้เป็นรายได้ วันนี้ถ้าประชาชนไม่มีเงินไม่ต้องกังวล เพราะภาครัฐจะเข้าช่วยอุดหนุน เพราะเราจะดึง ธอส. ออมสินเข้ามาช่วยเพื่อลงทุนให้ก่อน จากนั้นรายได้จากการขายไฟคืนให้การไฟฟ้าจะถูกนำไปหักชำระเงินกู้ให้กับธนาคาร โดยเบื้องต้นจากการคำนวณ หากติดตั้งขนาด 5 กิโลวัตต์ ประชาชนจะมีรายได้เสริมหรือลดรายจ่ายได้ประมาณ 1,000 บาทต่อเดือน ตลอดอายุการใช้งานแผนโซลาร์ 25-30 ปี”นายเอกนิติ กล่าว เป้าหมายคือทำให้ประชาชนสามารถติดตั้งโซลาร์ได้โดยไม่ต้องลงทุนก้อนใหญ่ และเชื่อมโยงกับการไฟฟ้าให้สามารถรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากครัวเรือน จากเดิมที่ประชาชนเป็นเพียง ผู้บริโภคไฟฟ้า จะเปลี่ยนเป็นผู้ผลิตไฟฟ้า ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และหากผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าที่ใช้ ก็สามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมในระยะยาว โดยมาตรการนี้ คาดว่า กระทรวงมหาดไทยจะเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาในวันศุกร์นี้ หรือ ต้นสัปดาห์หน้า และคาดว่าจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนได้กลางเดือน ต.ค.นี้ “วันนี้เราไม่มีทางเลือก ต้องซ่อมปัญหาในอดีต ช่วยประคองคนตัวเล็กในวันนี้ และในเวลาเดียวกันต้องช่วยให้ประเทศเปลี่ยนผ่านไปสู่อนาคต ด้วยการคว้าโอกาสจากโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง” นายเอกนิติกล่าว โดยยุทธศาสตร์การลงทุนของไทยจากนี้จะไม่ได้วัดเพียงจำนวนเม็ดเงินลงทุนที่จะเข้าประเทศ แต่ต้องพิจารณาว่า นักลงทุนจะสร้างคุณค่าอะไรให้กับประเทศไทย ทั้งในด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างงาน การพัฒนาทักษะคนไทย และการสร้างรายได้ในประเทศ “Thailand Beyond Tomorrow จึงไม่ใช่เพียงการมองอนาคต แต่คือการลงมือ ซ่อม–สร้าง ตั้งแต่วันนี้ เพื่อแก้ปัญหาเดิมที่สะสมมานาน พร้อมสร้างโอกาสใหม่จากเทคโนโลยี การลงทุน และการเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยจาก K-Shape สู่ V-Shape และทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นไปบนรถไฟขบวนใหม่ของเศรษฐกิจโลกได้”นายเอกนิติ กล่าว อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |