ฟินแลนด์เคาะงบปี 2027 วงเงิน 92,500 ล้านยูโร ลดขาดดุลพร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจ
รัฐบาลผสม 4 พรรคของนายกรัฐมนตรี Petteri Orpo แห่งฟินแลนด์บรรลุข้อตกลงงบประมาณปี 2027 ด้วยแนวทางที่พยายามประคองเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการลดการขาดดุลการคลัง โดยกำหนดวงเงินใช้จ่ายรวมราว 92,500 ล้านยูโร หรือประมาณ 107,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 800 ล้านยูโรจากปีนี้ ขณะเดียวกันรัฐบาลกลางคาดว่าการขาดดุลจะอยู่ที่ 12,400 ล้านยูโร ลดลง 900 ล้านยูโรเมื่อเทียบกับปี 2026 ซึ่งสะท้อนความพยายามสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจกับวินัยทางการคลัง
ประเด็นสำคัญของงบปีนี้คือการรับมือกับภาระหนี้สาธารณะที่สูงถึงราว 90% ของ GDP และแรงกดดันจากกระบวนการ Excessive Deficit Procedure ของสหภาพยุโรป (EU) ที่บังคับให้ฟินแลนด์ต้องแสดงความคืบหน้าในการลดการเบี่ยงเบนทางการคลัง รัฐมนตรีคลัง Riikka Purra ระบุว่าประเทศยังอยู่ในเส้นทางที่คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนด แต่ยอมรับว่าผลลัพธ์สุดท้ายยังขึ้นกับปัจจัยภายนอกอีกมาก โดยเฉพาะสภาพเศรษฐกิจยุโรปและต้นทุนการกู้ยืม
ลดรายจ่ายบางส่วน แต่ผ่อนภาษีให้รายได้ต่ำ-กลาง
ในฝั่งรายจ่าย รัฐบาลวางแผนหั่นค่าใช้จ่าย 1,000 ล้านยูโร โดยมุ่งไปที่หน่วยงานบริหารส่วนกลาง พร้อมยกเลิกมาตรการลดหย่อนภาษีที่เคยเตรียมไว้สำหรับศูนย์ข้อมูล (data center) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการคลัง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเลือกปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางอีก 230 ล้านยูโร เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและสนับสนุนการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศ
มาตรการดังกล่าวสะท้อนแนวคิดที่ต้องการให้ประชาชนกลุ่มฐานรากมีสภาพคล่องมากขึ้น ขณะที่ภาครัฐยังคงพยายามจำกัดการขยายตัวของงบประมาณในภาพรวม แต่การลดภาษีอาจส่งผลกระตุ้นการใช้จ่ายได้เพียงบางส่วน หากเศรษฐกิจโดยรวมยังฟื้นตัวช้า
ดอกเบี้ยจ่ายพุ่ง กัดกินพื้นที่ทางการคลัง
แม้รัฐบาลจะพยายามลดการขาดดุล แต่แรงกดดันสำคัญกลับมาจากต้นทุนทางการเงิน โดยดอกเบี้ยจ่ายของรัฐบาลกลางคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 1,200 ล้านยูโร แตะ 4,400 ล้านยูโร ในปี 2027 นั่นหมายความว่าการใช้จ่ายด้านดอกเบี้ยกำลังเบียดพื้นที่ทางการคลังที่ควรนำไปใช้กับการลงทุนหรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และอาจทำให้การแก้ปัญหาหนี้ต้องใช้เวลานานขึ้น
การประชุมงบประมาณรอบนี้ใช้เวลาเพียง 1 วัน แม้เดิมกำหนดไว้ 2 วัน และเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งใหญ่ในเดือนเมษายน 2027 นายกรัฐมนตรี Orpo ระบุชัดว่าสถานะการเงินสาธารณะของฟินแลนด์ยังไม่สมดุลอย่างรุนแรง และการทำให้งบประมาณมีเสถียรภาพต้องอาศัยรัฐบาลชุดต่อ ๆ ไปเข้ามาสานต่อ
งบกลาโหมและแรงกดดันจากยุโรป
งบปี 2027 ยังสะท้อนลำดับความสำคัญใหม่ของยุโรป โดยฟินแลนด์เพิ่มงบกลาโหม 618 ล้านยูโร ตามพันธกรณีต่อ NATO และจัดงบอีก 107 ล้านยูโร สำหรับแผนเพิ่มความคล่องตัวทางทหาร การปรับงบในทิศทางนี้แสดงให้เห็นว่าความมั่นคงกลายเป็นรายการสำคัญที่หลายประเทศยุโรปยอมจัดลำดับสูง แม้จะอยู่ในช่วงจำกัดการใช้จ่ายก็ตาม
ภาพรวมจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของฟินแลนด์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนโจทย์การคลังของยุโรปโดยรวม เพราะหลายประเทศต้องลดภาระหนี้ในขณะที่ดอกเบี้ยทั่วโลกยังอยู่ในระดับสูง หากการรัดเข็มขัดเกิดขึ้นพร้อมกันหลายประเทศ อาจกระทบการเติบโตของยูโรโซนในระยะสั้น และทำให้ธนาคารกลางยุโรปต้องชั่งน้ำหนักนโยบายการเงินอย่างระมัดระวังมากขึ้น
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและการลงทุน
แม้ฟินแลนด์จะเป็นเศรษฐกิจขนาดเล็กเมื่อเทียบกับยูโรโซนโดยรวม แต่ทิศทางนโยบายการคลังยุโรปที่เข้มงวดขึ้นอาจมีนัยต่อไทยในหลายมิติ โดยเฉพาะภาคส่งออก หากเศรษฐกิจยุโรปฟื้นตัวช้าหรือถูกจำกัดด้วยมาตรการรัดเข็มขัด ออเดอร์ซื้อสินค้าไทยในกลุ่ม อาหารแปรรูป อิเล็กทรอนิกส์ และ ชิ้นส่วนยานยนต์ อาจไม่สดใสนัก ผู้ประกอบการจึงควรระวังความเสี่ยงด้านอุปสงค์จากตลาดยุโรป
ในมุมของนักลงทุน หากวินัยการคลังยุโรปเริ่มชัดเจนขึ้น ความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ยุโรปอาจฟื้นตัวและช่วยลดแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยได้ทางอ้อม แต่ความไม่แน่นอนทางการเมืองของฟินแลนด์ก่อนการเลือกตั้งใหญ่ในปี 2027 ยังเป็นตัวแปรที่อาจทำให้นักลงทุนรอความชัดเจนก่อนปรับพอร์ต
สำหรับสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำ ยังคงได้แรงหนุนจากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์และการเข้าซื้อของธนาคารกลาง อย่างไรก็ดี ในระยะสั้นทิศทางอัตราดอกเบี้ยจริงและสภาพคล่องยังเป็นตัวแปรสำคัญ ตามแนวคิด Flow Follows Yield เมื่อ Bond Yield ทั่วโลกปรับขึ้น กระแสเงินอาจไหลไปยังสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยก่อน ขณะที่สินทรัพย์ไม่ให้ดอกเบี้ยอย่างทองคำอาจถูกชะลอแรงซื้อในบางช่วง
ดังนั้น การติดตามงบประมาณฟินแลนด์รอบนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องการเมืองการคลังภายในประเทศ แต่ยังเชื่อมโยงกับแนวโน้มดอกเบี้ยยุโรป เสถียรภาพของตลาดพันธบัตร และความเสี่ยงต่อภาคส่งออกของไทยในระยะถัดไป
หมายเหตุ: ตัวเลขทั้งหมดอ้างอิงจากแถลงการณ์ของรัฐบาลฟินแลนด์เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2026 และยังเป็นข้อตกลงระดับคณะรัฐมนตรี ต้องรอการพิจารณาในรัฐสภาต่อไป