บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือไอวีแอล ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ชั้นนำระดับโลกที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ยืนยันความเชื่อมั่นต่อกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการลงมือปฏิบัติ (execution-led) ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีในวันนี้ พร้อมชูจุดแข็งทางการแข่งขันที่เอื้อต่อการเติบโตของบริษัทฯ ท่ามกลางความผันผวนที่ยังคงเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ทั่วโลก ในการกล่าวต่อผู้ถือหุ้น นายอาลก โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทฯ ระบุว่า ปี 2568 เป็นช่วงเวลาสำคัญที่เต็มไปด้วยความท้าทายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเน้นย้ำว่าอินโดรามา เวนเจอร์สได้ก้าวเข้าสู่ “ยุคแห่งการลงมือปฏิบัติ” (execution era) ที่ยึดหลักความชัดเจนอย่างเด็ดขาด วินัยในการดำเนินงาน และความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้าง นายอาลก โลเฮีย กล่าวว่า “ปี 2568 เป็นบททดสอบความแข็งแกร่งของเราและท้าทายสมมติฐานเดิมของเรา แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นตัวเร่งให้เกิดการปรับเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของบริษัทฯ เราได้เตรียมความพร้อมมาอย่างต่อเนื่องในช่วงสามปีที่ผ่านมา วันนี้เรากำลังปรับโครงสร้างแพลตฟอร์มของเราเพื่อรับมือกับช่วงกำไรต่ำ พร้อมกับสร้างกระแสเงินสดอิสระในเวลาเดียวกัน นี่คือหัวใจของกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่าน IVL 2.0 และการก้าวสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยการลงมือปฏิบัติ ซึ่งยึดหลักความรับผิดชอบและการสร้างมูลค่าที่วัดผลได้” ความแข็งแกร่งที่พิสูจน์ได้จากปราการการแข่งขันทั้งสี่ นายอาลก โลเฮีย ได้กล่าวถึงความไม่แน่นอนที่เกี่ยวข้องกับประเทศอิหร่านในปัจจุบันว่าเป็นบทพิสูจน์เชิงประจักษ์ของกลยุทธ์บริษัท โดยเฉพาะความยืดหยุ่นของโมเดลการดำเนินงานแบบ “ท้องถิ่นเพื่อท้องถิ่น” (local-for-local) ที่มีการบูรณาการทั่วโลก โดยรายได้ประมาณร้อยละ 50 มาจากภูมิภาคอเมริกา ซึ่งได้รับประโยชน์จากวัตถุดิบตั้งต้นจาก shale ที่มีความได้เปรียบ และสนับสนุนสัดส่วนกำไรขั้นต้นราวร้อยละ 60 ส่งผลให้บริษัทมีความได้เปรียบด้านต้นทุนเชิงโครงสร้างเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการที่ใช้แนฟทาเป็นวัตถุดิบ นายอาลก โลเฮีย ระบุถึง ‘ปราการการแข่งขัน’ (moats) เชิงโครงสร้าง 4 ประการที่เป็นรากฐานของการสร้างมูลค่าในระยะยาว ซึ่งรวมถึง ความได้เปรียบจากการบูรณาการธุรกิจที่ใช้วัตถุดิบ shale ในสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของบริษัท โมเดลธุรกิจระดับโลกแบบบูรณาการที่ครอบคลุมตั้งแต่วัตถุดิบต้นน้ำไปจนถึงการใช้งานปลายน้ำ กลุ่มธุรกิจที่หลากหลายทั้ง 4 กลุ่มซึ่งทำหน้าที่เป็น ‘เครื่องยนต์’ ขับเคลื่อนตลาดปลายทางที่จำเป็นและมีความยืดหยุ่น และจังหวะการดำเนินงานอย่างมีวินัยที่ขับเคลื่อนด้วยการตัดสินใจแบบเรียลไทม์และการบริหารสินค้าคงคลัง “ธุรกิจของเรามีความเชื่อมโยงกันผ่านวัตถุดิบร่วมและการบูรณาการตลอดห่วงโซ่มูลค่าของเอทิลีนและอะโรเมติกส์” นายโลเฮียกล่าว “สิ่งนี้สร้างระบบความได้เปรียบทางการแข่งขันที่เชื่อมโยงกันอย่างมีพลวัตและยากต่อการลอกเลียนแบบ” วินัยในการดำเนินงาน ขับเคลื่อนกระแสเงินสดและการลดหนี้ หนึ่งในเสาหลักของการเปลี่ยนผ่านองค์กรคือโมเดล Sales & Operations Execution (S&OE) ซึ่งช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงานและยกระดับการใช้เงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ นายอาลก โลเฮียกล่าวว่า “S&OE ช่วยให้เราสามารถปรับตัวรับมือกับความผันผวนของตลาดได้แบบเรียลไทม์ ด้วยการเพิ่มความเร็วในการหมุนเวียนสินค้าคงคลังและปรับการผลิตให้สอดคล้องกับอุปสงค์มากขึ้น เราจึงสามารถลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาและสร้างกระแสเงินสดได้” แนวทางดังกล่าวสนับสนุนแผนการลดภาระหนี้ของบริษัท โดยตั้งเป้าลดอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ให้ต่ำกว่า 3.0 เท่าภายใน ปี 2571 พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพกำไรและการสร้างกระแสเงินสดอิสระ ยืนยันเป้าหมายปี 2569–2571 ต่อยอดจากแผนธุรกิจระยะ 3 ปีที่บริษัทได้ประกาศในงาน Capital Markets Day (CMD) เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นายโลเฮียยืนยันความมุ่งมั่นของฝ่ายบริหารในการขับเคลื่อนผลการดำเนินงานด้วยศักยภาพภายในองค์กร (self-help) โดยไม่พึ่งพาการฟื้นตัวของวัฏจักรอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ “เป้าหมายทางการเงินของเราชัดเจน คือการเพิ่ม EBITDA เป็นสองเท่าจากจุดต่ำสุดในปี 2568 สู่ระดับ 64,000 ล้านบาทภายในปี 2571 ควบคู่กับการลดระดับหนี้ตามเป้าหมาย” นายโลเฮียกล่าว เป้าหมายดังกล่าวจะบรรลุผ่าน 5 ลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์ขององค์กรได้แก่ ความเป็นผู้นำด้านต้นทุนเชิงโครงสร้าง ความเป็นเลิศด้านการพาณิชย์และการผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพของพอร์ตโฟลิโอ วินัยในการบริหารสินค้าคงคลัง และการบริหารเงินสดและเงินทุนอย่างเข้มงวด ซึ่งสอดคล้องกับแผนงานที่นำเสนอในงาน CMD ในช่วงท้าย นายอาลก โลเฮียเน้นย้ำว่าผลการดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ IVL 2.0 ช่วยให้อินโดรามา เวนเจอร์ส มีความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้างมากยิ่งขึ้นและพร้อมสร้างผลกำไรได้มาก “เรากำลังสร้างองค์กรที่คล่องตัวขึ้น กระชับขึ้น และทำกำไรได้ดีขึ้น โดยขับเคลื่อนด้วยวัฒนธรรมแห่งผลงาน ซึ่งจะคงอยู่เหนือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และสามารถส่งมอบคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นของเรา” การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีครั้งนี้ มีผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุมด้วยตนเองและโดยการมอบฉันทะรวมทั้งสิ้น 849 ราย คิดเป็นร้อยละ 84.16 ของทุนชำระแล้ว ทั้งนี้ บริษัทจะเผยแพร่บันทึกการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัท
|