เดโมแครตโจมตีนโยบายแจกเช็ค 5,000 ดอลลาร์ของทรัมป์ ท่ามกลางบอนด์ 10 ปีสหรัฐฯ แตะ 4.96%
พรรคเดโมแครตเปิดเกมโจมตีนโยบาย แจกเช็ค 5,000 ดอลลาร์ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยชี้ว่าเป็นสัญญาณของความสิ้นหวังทางการเมือง ขณะที่ตลาดการเงินกำลังจับตา บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่ขยับขึ้นแตะ 4.96% และอัตราจำนอง 30 ปีที่พุ่งสู่ 6.85% ซึ่งกำลังกดดันสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก รวมถึงทิศทางเงินทุนในตลาดหุ้นไทยด้วย
เดโมแครตสวนกลับนโยบายแจกเงินของทรัมป์
การประชุมใหญ่กลางเทอมของพรรครีพับลิกันที่เมืองดัลลัสถูกบรรยายว่าเต็มไปด้วยบรรยากาศแบบ Trump-a-palooza แต่พรรคเดโมแครตเลือกใช้เวทีดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นในการโจมตีแนวนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ โดยเฉพาะคำมั่นที่จะส่งเช็คเงินสด 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้ประชาชนในช่วงฤดูใบไม้ร่วง หากพรรครีพับลิกันยังครองเสียงข้างมากต่อไป
รายงานระบุว่าเงินช่วยเหลือดังกล่าวอาจเริ่มส่งถึงผู้รับในเดือนตุลาคม ขณะที่ เบโต โอ'รูร์ก อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเดโมแครต กล่าวโจมตีว่าแผนนี้ “เพิ่มกลิ่นไอของความสิ้นหวัง” ให้กับบรรยากาศในที่ประชุมใหญ่ครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนการต่อสู้ทางการเมืองที่กำลังเข้มข้นขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม
บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ และอัตราจำนองกดดันตลาดการเงิน
สิ่งที่ทำให้ตลาดต้องจับตามองไม่ใช่แค่นโยบายแจกเงิน แต่คือสัญญาณจากตลาดตราสารหนี้ โดย พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ขยับขึ้นสู่ระดับ 4.96% เพิ่มขึ้น 0.12% ขณะเดียวกันอัตราจำนองบ้าน 30 ปี พุ่งเป็น 6.85% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งปีนับตั้งแต่กลางปี 2025
แรงกดดันดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ สัญญาซื้อบ้านปิดการขายลดลง 2% มาอยู่ที่ระดับ 3.98 ล้านรายต่อปี ตามข้อมูลของ National Association of Realtors สะท้อนว่าต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นเริ่มกระทบกำลังซื้อและความต้องการในตลาดที่อยู่อาศัยอย่างชัดเจน
ความเสี่ยงต่อขาดดุลและเงินเฟ้อจากนโยบายการคลัง
ในมุมของตลาดโลก แผนแจกเงินสดอาจช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายระยะสั้น แต่ก็เพิ่มความกังวลเรื่อง การขาดดุลการคลัง และ แรงกดดันเงินเฟ้อ หากนักลงทุนมองว่ารัฐบาลต้องพึ่งมาตรการการคลังมากขึ้นต่อเนื่อง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวก็มีแนวโน้มถูกดันขึ้นตาม
แนวคิด Flow Follows Yield อธิบายได้ดีในสถานการณ์นี้ เมื่อบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ สูงขึ้น เงินทุนอาจไหลออกจากหุ้น Growth และสินทรัพย์ที่ยังไม่สร้างกระแสเงินสดไปสู่ตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนน่าสนใจกว่า ส่งผลให้การประเมินมูลค่าสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดโลกถูกกดดันมากขึ้น
ผลกระทบต่อนักลงทุนไทยและหุ้นกลุ่มอ่อนไหว
แม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นในสหรัฐฯ แต่นักลงทุนไทยไม่สามารถมองข้ามได้ เพราะการปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อาจดึงเม็ดเงินต่างชาติกลับเข้าสหรัฐฯ และสร้างแรงผันผวนต่อ ค่าเงินบาท รวมถึงสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทย
หุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อการใช้ Discount Rate สูง เช่น กลุ่มเทคโนโลยีและหุ้น Growth อาจเผชิญแรงกดดันมากเป็นพิเศษ ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารซึ่งได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยสูงอาจทำหน้าที่เป็นตัวรองรับแรงขายได้ดีกว่าในช่วงที่ตลาดยังไม่มั่นใจทิศทางนโยบายการคลังของสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังคงอยู่ เนื่องจากนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าพรรคเดโมแครตอาจกลับมาควบคุมเสียงข้างมาก ซึ่งอาจทำให้แผนการใช้จ่ายของรัฐบาลและทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ เปลี่ยนไปจากที่ตลาดคาดการณ์ไว้
มุมมองการจัดพอร์ตในช่วงบอนด์ยีลด์สูง
มุมมองของ efin ระบุว่า การที่ บอนด์ 10 ปีสหรัฐฯ อยู่ที่ 4.96% และอัตราจำนองเร่งตัวขึ้น ยิ่งทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองคำสูงขึ้น แม้ทองคำยังทำหน้าที่เป็น Safe Haven ในยามการเมืองไม่แน่นอน แต่การเข้าซื้อทั้งหมดในครั้งเดียวอาจไม่เหมาะสม
แนวทางที่เหมาะสมอาจเป็นการทยอยสะสมหรือรอจังหวะที่ชัดเจนมากขึ้น ขณะเดียวกันตราสารหนี้ระยะสั้นคุณภาพดีและหุ้นปันผลสามารถช่วยสร้างกระแสเงินสดระหว่างรอความชัดเจนของตลาดได้ นอกจากนี้ ควรถือเงินสดไว้บางส่วนเพื่อใช้เป็นกระสุนสำหรับทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงเมื่อราคาปรับลงสู่ระดับที่น่าสนใจ
สรุปประเด็นสำคัญ
- ทรัมป์ เสนอแจกเช็ค 5,000 ดอลลาร์ หากรีพับลิกันครองเสียงข้างมาก
- บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ 10 ปี ขยับขึ้นแตะ 4.96% กดดันสินทรัพย์เสี่ยง
- อัตราจำนอง 30 ปี พุ่งสู่ 6.85% กระทบตลาดบ้านสหรัฐฯ
- เงินทุนอาจไหลกลับสหรัฐฯ และสร้างแรงผันผวนต่อ ค่าเงินบาท และตลาดหุ้นไทย
- กลยุทธ์พอร์ตควรเน้น ทยอยสะสม กระจายความเสี่ยง และถือเงินสดบางส่วน