| “เอกนิติ” เผยคลังอยู่ระหว่างพิจารณาต่ออายุ “ไทยช่วยไทย พลัส” อีก 1-2 เดือน หลังประชาชนและร้านค้าต้องการให้เดินหน้าต่อ คาดได้ข้อสรุปภายใน 2-3 สัปดาห์ หรือไม่เกิน ก.ย. 69 ย้ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทยังมีวงเงินรองรับ หากเดินหน้าต่อ พร้อมจับตาวิกฤตพลังงานและราคาน้ำมันโลก ขณะที่โครงการมีผู้เข้าร่วมราว 26 ล้านคน ร้านค้ากว่า 1.2 ล้านแห่ง เงินหมุนเวียนแล้วกว่า 1.5 แสนล้านบาท นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาข้อเสนอการต่ออายุโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส หลังได้รับเสียงสะท้อนจากประชาชน รวมถึงพ่อค้าแม่ค้าตามท้องตลาดที่ต้องการให้รัฐบาลขยายมาตรการออกไปอีก 1-2 เดือน ทั้งนี้ กระทรวงการคลังและรัฐบาลพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วน โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 2-3 สัปดาห์ หรืออย่างช้าภายในเดือน ก.ย. 2569 หากรัฐบาลมีข้อสรุปให้ต่ออายุโครงการไทยช่วยไทย พลัส ยืนยันว่าปัจจุบันยังมีเม็ดเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาท เพียงพอสำหรับรองรับมาตรการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่จะนำมาประกอบการพิจารณาคือ สถานการณ์วิกฤตพลังงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่รัฐบาลจัดทำโครงการไทยช่วยไทย พลัส เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง “เม็ดเงินยังมีเหลืออยู่ แต่วันนี้มีหลายปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณา โดยเฉพาะวิกฤตพลังงาน ซึ่งสถานการณ์ล่าสุดพบว่ายังมีการยิงกันอีก ราคาน้ำมันในตลาดโลกจากนี้อาจปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก จึงคิดว่าจะต้องรีบพิจารณา เพราะรัฐบาลยังมีเป้าหมายที่จะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน” นายเอกนิติ กล่าว สำหรับผลการดำเนินงานที่ผ่านมา โครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี เนื่องจากช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนจากผลกระทบวิกฤตพลังงาน ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มกำลังซื้อและสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่เข้าร่วมโครงการ ปัจจุบันมีประชาชนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัสประมาณ 26 ล้านคน ขณะที่มีประชาชนอีกประมาณ 13 ล้านคนอยู่ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมเป็นประมาณ 40 ล้านคนที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ ด้านร้านค้าที่เข้าร่วมผ่านแอปพลิเคชันถุงเงิน มีประมาณ 1.2 ล้านร้านค้าทั่วประเทศ โดยนับตั้งแต่เริ่มโครงการจนถึงวันที่ 9 ก.ย. 2569 มีเม็ดเงินหมุนเวียนและกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศแล้วกว่า 1.5 แสนล้านบาท ทั้งนี้ เม็ดเงินดังกล่าวประมาณ 16-17% อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ส่วนที่เหลือกระจายไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ โดยร้านค้าที่ได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่เป็น ร้านค้ารายเล็ก ซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายและสร้างสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการระดับฐานราก ที่ผ่านมา มาตรการไทยช่วยไทย พลัสมีส่วนช่วยประคับประคองกำลังซื้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ได้เป็นอย่างดีแต่การช่วยให้ขายได้ดีขึ้นในวันนี้ยังไม่เพียงพอ รัฐบาลต้องการช่วยให้ผู้ประกอบการแข่งขันได้ดีขึ้นในวันพรุ่งนี้ด้วย สำหรับหนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ AI นกกระซิบ ซึ่งเปิดให้บริการมาแล้ว 3 เดือน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการนำข้อมูลของตนเองมาใช้ในการบริหารธุรกิจได้ดีขึ้น เช่น วิเคราะห์ยอดขาย ดูแนวโน้มรายได้ วางแผนธุรกิจ และเปรียบเทียบผลประกอบการกับร้านค้าใกล้เคียงหรือร้านประเภทเดียวกัน เป็นต้น และก้าวต่อไป คือการนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้แก้ปัญหาสำคัญที่ผู้ประกอบการจำนวนมากเผชิญ คือ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากผู้ประกอบการหลายรายมีรายได้จริง มีลูกค้าจริง และมียอดขายจริง แต่ยังคงมีข้อจำกัดในการจัดทำเอกสารหรือแสดงข้อมูลทางการเงินในรูปแบบที่สถาบันการเงินใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อทำให้ถึงแม้ธุรกิจมีศักยภาพ แต่ข้อมูลที่สามารถพิสูจน์ศักยภาพนั้นยังไม่เพียงพอ ดังนั้น โครงการสินเชื่อ AI นกกระซิบ จึงเข้ามาช่วยลดช่องว่างนี้ โดยการนำรายงานยอดขายที่เกิดขึ้นจริงจากการประกอบธุรกิจ มาใช้เป็นข้อมูลเพิ่มเติมในการประเมินศักยภาพของผู้ประกอบการ เพื่อให้การยื่นขอสินเชื่อสะดวกและมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้มากขึ้น “ผยง” อัดเงินสินเชื่อนกกระซิบ ดึง SMEไซส์เล็กกู้สูงสุด 3 ล้านบาท นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB กล่าวว่า ธนาคารได้เปิดตัวแคมเปญ 2 สินเชื่อนกกระซิบ เพื่อร้านค้าถุงเงิน ภายใต้แนวคิด ต่อยอดจากยอดขาย เพื่อขยายธุรกิจร้านเล็ก...โอกาสใหญ่ เริ่มได้จริง เพื่อสนับสนุน และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการรายย่อยผ่านโครงการสินเชื่อ AI นกกระซิบ สำหรับผลิตภัณฑ์ของกรุงไทยแบ่งเป็น 2 สินเชื่อ ได้แก่ 1.มาตรการสินเชื่อสิบหมื่น เพื่อกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าที่ใช้งานแอปพลิเคชันถุงเงิน วงเงินกู้สูงสุด 500,000 บาทต่อราย ผ่อนชำระเริ่มต้นเพียง 500 บาทต่อเดือน ด้วยอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 11% ต่อปี พร้อมชูจุดเด่นด้านความสะดวกรวดเร็ว อนุมัติไว ไม่ต้องใช้เอกสาร และไม่ต้องใช้หลักประกัน 2.มาตรการสินเชื่อ SME ไซส์เล็ก เพื่อกลุ่มร้านค้าที่ใช้ระบบ AI นกกระซิบ บนแอปพลิเคชันถุงเงิน วงเงินกู้สูงสุด 3 ล้านบาท (ค้ำประกันโดย บสย.) ด้วยอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 3.5% ต่อปี ในช่วง 2 ปีแรก และได้จัดโปรโมชันฟรีค่าธรรมเนียมการใช้สินเชื่อ (Front End Fee) สำหรับผู้ที่สมัครภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2569 พร้อมย้ำให้ผู้กู้ขอสินเชื่อเท่าที่จำเป็นเท่าที่ชำระคืนไหว ขณะที่การพัฒนานวัตกรรม AI นกกระซิบ เป็นการมุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ที่จับต้องได้ และเป็นประโยชน์ต่อการค้ารายวัน ที่เข้ามาช่วยยกระดับการบริหารการค้า วิเคราะห์ต้นทุนวัตถุดิบ และการจัดเตรียมพนักงานเฉพาะในช่วงเวลาที่จำเป็น รวมถึงการบริหารสต๊อกสินค้าได้อย่างแม่นยำ และประเมินขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น นอกจากนี้ระบบเทคโนโลยียังช่วยให้ผู้ประกอบการสรุปยอดเงินคงเหลือ และกำไรในแต่ละวัน ทำให้มีเงินเหลือในกระเป๋ามากขึ้น และหากต้องการเงินทุนเพิ่มเติมระบบจะช่วยวิเคราะห์จำนวนเงินทุนที่เหมาะสม เพื่อนำไปต่อยอด และเพิ่มรายได้ ซึ่งเป็นกระบวนการดูแลแบบครบวงจร ตั้งแต่การบริหารจัดการธุรกิจไปจนถึงการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้แก่ร้านค้าในอนาคต ออมสินผุดสินเชื่อ QR มหาเฮง ปล่อยกู้5หมื่นบาทชูดอก 0.75% นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ธนาคารออมสินพร้อมสนับสนุนนโยบายของกระทรวงการคลัง ในการเร่งช่วยเหลือพ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการรายย่อยให้เข้าถึงแหล่งทุนในระบบสถาบันการเงิน ผ่านผลิตภัณฑ์สินเชื่อออมสิน QR มหาเฮง x นกกระซิบ โดยนำข้อมูลบัญชีดิจิทัล AI นกกระซิบ ของร้านค้าบนแอปพลิเคชันถุงเงิน ที่ช่วยรวบรวมและวิเคราะห์ ทั้งยอดขายรายวันและรายเดือน รวมถึงประวัติการรับชำระเงินผ่าน QR มาใช้ร่วมกับข้อมูลเชิงพฤติกรรมและระบบประเมินเครดิตของธนาคารออมสิน ประกอบกันในกระบวนการพิจารณาอนุมัติเงินกู้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของพ่อค้าแม่ค้า หรือผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่มีงบการเงินหรือเอกสารทางบัญชีอย่างธุรกิจขนาดใหญ่ ให้สามารถใช้ข้อมูลการค้าขายจริงแสดงศักยภาพของร้านค้าและความสามารถในการชำระหนี้ สำหรับการให้สินเชื่อมุ่งส่งเสริมให้กู้ตามความจำเป็นและสอดคล้องกับรายได้ เพื่อนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการค้าขายและชำระคืนในระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยและต้นทุนทางการเงิน ทำให้มีเงินเหลือและสามารถแบ่งส่วนหนึ่งไว้เป็นเงินออม ขณะเดียวกัน การใช้สินเชื่อและชำระคืนอย่างสม่ำเสมอยังช่วยสร้างประวัติเครดิตและข้อมูลทางการเงินของผู้กู้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาสินเชื่อครั้งต่อไปให้รวดเร็วและเหมาะสมยิ่งขึ้น รวมถึงเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงวงเงินที่สูงขึ้นในอนาคต โดยสินเชื่อดังกล่าวสำหรับพ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการที่เป็นร้านค้าถุงเงินในโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส และมียอดขายผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินตั้งแต่ 10,000 บาทต่อเดือนต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 3 เดือน สามารถขอสินเชื่อได้สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย หรือไม่เกิน 1.5 เท่าของยอดขายเฉลี่ยต่อเดือนย้อนหลังอย่างน้อย 3 เดือน อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) 0.75% ต่อเดือน หรือคิดเป็นอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Rate) เท่ากับ 16.20% ต่อปี โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน (Clean Loan) ช่วยเพิ่มสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ พร้อมลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ โดยพ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการรายย่อยที่มีคุณสมบัติเข้าหลักเกณฑ์สามารถลงทะเบียนได้ทางเว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th ระหว่างวันที่ 24 ก.ย. – 31 ต.ค. 2569 และธนาคารจะเริ่มพิจารณาให้สินเชื่อแก่ผู้ลงทะเบียนที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป นอกจากนี้ ธนาคารยังช่วยผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งทุนในระบบด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เริ่มต้นเพียง 2.99% ต่อปี ในช่วง 2 ปีแรก และผ่อนชำระได้นานสูงสุด 10 ปี กับ สินเชื่อออมสิน SMEs Recharge เพื่อเสริมสภาพคล่องหรือรีไฟแนนซ์ลดภาระดอกเบี้ยเดิม ยื่นขอสินเชื่อได้ภายในวันที่ 30 ก.ย. 2569 และสินเชื่อออมสินเต็มแม็กซ์ เพื่อขยายธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |