| อัตราดอกเบี้ยและบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่สูงขึ้นกำลังกดดันหุ้นบริษัทขนาดเล็ก กลุ่มธนาคาร รวมถึงหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคในฝั่งสหรัฐฯ ส่งผลให้ดัชนี Russell 2000 และดัชนี KBW Nasdaq Bank ปรับตัวลดลง โดยหุ้นหลายกลุ่มในตลาดปรับตัวลงอย่างน้อย 5% จากระดับสูงสุดที่ผ่านมา หลังบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปีพุ่งขึ้นแตะ 5.34% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2002 เมื่อเร็ว ๆ นี้ แม้ดัชนี S&P 500 จะอยู่ห่างจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ไม่ถึง 2% แต่หุ้นกลุ่มบริษัทขนาดเล็กที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย และสองกลุ่มข้างต้นต่างเผชิญแรงเทขายอย่างหนัก ขณะที่หุ้นกลุ่มที่มีการเก็งกำไรสูงในตลาด เช่น บริษัทเทคโนโลยีที่ยังขาดทุนและบริษัทที่มีฐานะการเงินอ่อนแอ ต่างปรับตัวแย่กว่าดัชนีหุ้นโดยรวม นับตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อเดือนที่แล้วเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ นักวิเคราะห์จาก iCapital ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg TV ว่า “หุ้นส่วนใหญ่ในตลาดปรับตัวลงอย่างน้อย 5% จากระดับสูงสุดที่ผ่านมา ขณะที่บางกลุ่มร่วงกว่า 15% ส่วนใหญ่เป็นผลจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและภาวะการเงินที่ตึงตัว” ช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะที่ไม่ปกติสำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ แม้ดัชนียังได้แรงหนุนจากหุ้น AI แต่ตลาดต้องเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่สร้างความผันผวนอย่างหนักในอดีต ด้านนักวิเคราะห์จาก The Wealth Alliance กล่าวว่า “ในตอนนี้ ตลาดหุ้นสามารถรับมืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นได้ ตราบใดที่เศรษฐกิจและการเติบโตของกำไรยังแข็งแกร่ง แต่ความเสี่ยงต่อตลาดหุ้นที่สำคัญที่สุดคือ หากเกิดปัญหากับการขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI และมีแนวโน้มที่ผลกำไรจะลดลง ก็จะสร้างแรงกดดันในวงกว้างต่อตลาดหุ้น” หุ้น Equal Weight ร่วงต่อเนื่อง ดัชนี S&P 500 Equal Weighted Index ที่คำนวณด้วยวิธีถ่วงน้ำหนักเท่ากันในดัชนี มีแนวโน้มปรับตัวลงเป็นสัปดาห์ที่ 7 ติดต่อกัน สะท้อนความกังวลว่า การปรับตัวขึ้นของตลาดกระจุกตัวอยู่ในวงแคบเกินไป โดยมีหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัวเป็นแรงขับเคลื่อนตลาด รายงานของบลูมเบิร์กยังระบุว่า หากดัชนียังคงย่อตัวไปจนถึงวันศุกร์ จะถือเป็นครั้งที่ 3 ในประวัติศาสตร์ที่ดัชนี S&P 500 แบบถ่วงน้ำหนักเท่ากัน ปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 7 ซึ่งสถิติสองครั้งก่อนหน้านี้เกิดขึ้นหลังยุคฟองสบู่ดอทคอมในปี 2002 และในช่วงที่เข้าสู่ภาวะตลาดหมี (Bear market) ปี 2022 อย่างไรก็ตาม นักลงทุนบางส่วนไม่ได้มองว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นสัญญาณสิ้นสุดของตลาดขาขึ้น โดยนักวิเคราะห์จาก Tallbacken Capital Advisors มองว่า การกระจายตัวของตลาดที่บิดเบือนในปัจจุบันเป็นเหตุผลให้นักลงทุนมีมุมมองเชิงลบต่อ S&P 500 แต่ขณะเดียวกันก็เป็นภาพสะท้อนตลาดขาขึ้นที่แข็งแกร่ง ซึ่งส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ นอกจากนี้ ยังประเมินเป้าหมายดัชนี S&P 500 ณ สิ้นปีนี้อยู่ที่ 8,500 จุด ซึ่งสะท้อนการปรับขึ้นเกือบ 11% จากระดับปัจจุบัน กลุ่ม Small Cap เจ็บหนักจากดอกเบี้ยสูง หุ้นบริษัทขนาดเล็ก ซึ่งโดยทั่วไปมีภาระหนี้ที่สูงและมีธุรกิจที่กระจายตัวน้อยกว่าบริษัทขนาดใหญ่ ถูกกดดันจากอัตราดอกเบี้ยและบอนด์ยีลด์ที่สูงขึ้น โดยข้อมูลของบลูมเบิร์กระบุว่า ดัชนี Russell 2000 เพิ่งผ่านไตรมาสที่ให้ผลตอบแทนแย่กว่า S&P 500 มากที่สุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่ปี 1999 โดยทำผลตอบแทนต่ำกว่าดัชนีหุ้นขนาดใหญ่เกือบ 10 จุด ปัจจัยดังกล่าวทำให้ดัชนีหุ้นบริษัทขนาดเล็กใกล้เข้าสู่ภาวะปรับฐาน โดยร่วงลง 8.5% จากระดับสูงสุดเมื่อวันที่ 14 ส.ค. โดยหุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจ เช่น กลุ่มการเงินและอุตสาหกรรม มีสัดส่วนในดัชนี Russell 2000 มากกว่า S&P 500 ซึ่งส่วนใหญ่มีหุ้นเทคโนโลยีในสัดส่วนที่สูงและบวกโดดเด่นในปีนี้จากกระแส AI นอกจากนี้ Russell 2000 ยังเป็นกลุ่มที่เป็นเป้าหมายในการเก็งกำไรมากกว่าดัชนีหุ้นขนาดใหญ่ นอกจากนี้ หุ้น “ซอมบี้” ใน Russell 2000 หรือบริษัทที่ประสบปัญหาในการชำระดอกเบี้ยหรือไม่สามารถชำระดอกเบี้ยจากหนี้ได้นั้น ยังมีสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 3 ของบริษัททั้งหมดในดัชนี ที่มา Bloomberg |