สต็อกดีเซลสหรัฐอาจร่วงต่ำสุดในรอบกว่า 2 ทศวรรษ หลังสงครามกดดันอุปทาน ราคาขายปลีกพุ่ง
สต็อกดีเซลของสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 20 ปี ในเดือนนี้ ตามรายงานใหม่ของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) ท่ามกลางความตึงเครียดจากสงครามหลายจุดทั่วโลกที่กำลังกดดันอุปทานเชื้อเพลิงสำคัญ ส่งผลให้ ราคาดีเซลขายปลีก มีแนวโน้มพุ่งต่อและเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อในวงกว้าง
EIA ระบุในรายงาน Short-Term Energy Outlook ประจำเดือนกันยายนว่า สต็อกดีเซลซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับภาคขนส่งและเกษตรกรรม อาจลดลงต่ำกว่า 100 ล้านบาร์เรล เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2003 ขณะเดียวกันหน่วยงานยังปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาดีเซลขายปลีกในไตรมาสสุดท้ายของปี 2026 ขึ้น 14% สู่ระดับ 5.55 ดอลลาร์ต่อแกลลอน และปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาขายส่งขึ้น 33% จากเดือนก่อนหน้า
ราคาพลังงานพุ่งจากแรงกดดันสงครามและอุปทานตึงตัว
การประเมินดังกล่าวเกิดขึ้นหลังราคาดีเซลขายปลีกของสหรัฐฯ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อสัปดาห์ก่อน และมีแนวโน้มเคลื่อนเข้าใกล้ระดับ 6 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ตลาดพลังงานทั่วโลกยังเผชิญความผันผวนจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน รวมถึงความขัดแย้งที่สหรัฐฯ เปิดฉากกับอิหร่าน ซึ่งกระทบการส่งออกและทำให้ห่วงโซ่อุปทานน้ำมันสำเร็จรูปตึงตัวมากขึ้น
สถานการณ์นี้ยิ่งซ้ำเติมแรงกดดันเงินเฟ้อในช่วงที่ธนาคารกลางหลายแห่ง รวมถึงธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) กำลังพิจารณาทิศทางดอกเบี้ยเพื่อควบคุมราคาสินค้าและบริการที่เร่งตัวขึ้น โดยต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นยังส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค และกลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่สำคัญสำหรับทำเนียบขาวและรัฐสภาก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงิน
สต็อกที่ตึงตัวอาจส่งผ่านไปยังราคาน้ำมันทำความร้อนในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ ด้วย ขณะที่ความต้องการดีเซลกำลังเข้าใกล้จุดพีคในหลายภูมิภาค โดยฤดูทำความร้อนและฤดูเก็บเกี่ยวในซีกโลกเหนือเกิดขึ้นพร้อมกับฤดูเพาะปลูกในซีกโลกใต้ ทำให้ความต้องการเชื้อเพลิงและโลจิสติกส์สูงขึ้นพร้อมกัน
EIA คาดว่า Diesel Crack Spread หรือค่าการกลั่นดีเซล ซึ่งเป็นส่วนต่างระหว่างราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จกับน้ำมันดิบ จะยังคงอยู่เหนือ 2 ดอลลาร์ต่อแกลลอน หรือราว 84 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จนถึงเดือนพฤศจิกายน ก่อนจะเริ่มปรับลดลงในช่วงครึ่งแรกของปี 2027 โดยตัวเลขดังกล่าวเพิ่งพุ่งแตะระดับ 100 ดอลลาร์ เป็นครั้งแรกเมื่อเดือนที่ผ่านมา และยังคงทำสถิติสูงต่อเนื่อง
แรงกดดันจากค่าการกลั่นที่สูงทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งเริ่มจับตาดัชนีนี้เป็นหนึ่งในมาตรวัดสำคัญของแรงกดดันเงินเฟ้อ เพราะหากต้นทุนพลังงานยังทรงตัวในระดับสูงต่อไป แนวโน้มดอกเบี้ยทั่วโลกอาจต้องอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดคาด
มุมมองการลงทุน: หุ้นพลังงานเด่น หุ้นเติบโตถูกกดดัน
ในมุมมองแบบ Multi-Asset ราคาดีเซลและค่าการกลั่นที่สูงสะท้อนว่าเงินเฟ้อจากพลังงานยังไม่คลี่คลายง่าย ๆ ซึ่งอาจทำให้ Fed และธนาคารกลางหลักทั่วโลกจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยสูงไว้นาน หรืออาจต้องใช้นโยบายเข้มงวดเพิ่มเติมเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
- หุ้นโลก: หุ้นกลุ่มเติบโต โดยเฉพาะเทคโนโลยีและหุ้นมูลค่าสูง มีแนวโน้มถูกกดดันจากอัตราคิดลดที่สูงขึ้น ขณะที่หุ้นพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์อาจได้ประโยชน์จากราคาที่ปรับขึ้น
- พันธบัตร: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรมีโอกาสทรงตัวในระดับสูงหรือปรับขึ้นต่อ ส่งผลลบต่อราคาพันธบัตร โดยเฉพาะพันธบัตรอายุยาว
- สกุลเงิน: เงินดอลลาร์สหรัฐอาจแข็งค่าจากแนวโน้มดอกเบี้ยสูง ขณะที่สกุลเงินของประเทศผู้นำเข้าพลังงานอาจอ่อนค่า
ผลต่อหุ้นไทยและเศรษฐกิจในประเทศ
สำหรับนักลงทุนไทย ประเด็นนี้ส่งผลต่อเนื่องผ่านต้นทุนพลังงานและทิศทางเงินเฟ้อ โดยหุ้นกลุ่มพลังงานและโรงกลั่นอาจได้อานิสงส์จากค่าการกลั่นที่สูง ซึ่งช่วยหนุนมาร์จินของธุรกิจโรงกลั่น ขณะเดียวกันหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีอาจได้รับผลบวกจากราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับขึ้น
ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มสายการบินและธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์มีต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้นโดยตรง ส่วนหุ้นค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภคอาจเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ลดลง เพราะค่าครองชีพสูงขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ราคาพลังงานโลกที่ทรงตัวในระดับสูงยังอาจส่งผ่านมายังราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ทำให้เงินเฟ้อไทยมีโอกาสเร่งตัว และอาจทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยระมัดระวังมากขึ้นในการปรับลดดอกเบี้ย
ทองคำ พันธบัตร และสินค้าโภคภัณฑ์ในภาวะเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
ในภาวะสงครามและเงินเฟ้อสูง ทองคำ ยังเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงที่น่าสนใจ โดยเฉพาะหากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อหรือ Fed ตอบสนองต่อเงินเฟ้อได้ไม่ทัน ขณะที่ พันธบัตรระยะสั้น อาจมีความน่าสนใจกว่าพันธบัตรระยะยาวในแง่ความเสี่ยงต่ำและสภาพคล่อง
ด้าน สินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานและสินค้าเกษตรอาจได้รับแรงหนุนจากอุปทานที่ตึงตัวและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น นักลงทุนจึงควรติดตามสถานการณ์สงคราม มาตรการตอบโต้ของอิหร่าน และท่าทีของ Fed อย่างใกล้ชิด เพราะทิศทางราคาพลังงานจะมีผลต่อเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างสินทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ
โดยรวมแล้ว ภาพตลาดในช่วงนี้สะท้อนว่า พลังงาน ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก และอาจทำให้นักลงทุนต้องปรับพอร์ตให้สมดุลระหว่างสินทรัพย์เสี่ยง สินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อ และสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้นในระยะถัดไป