| ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแดนลบในวันพฤหัสบดี (10 ก.ย.) หลังรายงานดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนส.ค. และราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นหนุนคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้า ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล หรือบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงมีความน่าสนใจลดลง ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 52,064.10 จุด ลดลง 316.56 จุด (-0.60%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,591.70 จุด ลดลง 44.66 จุด (-0.58%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 26,081.73 จุด ลดลง 171.62 จุด (-0.65%) ตลาดถูกกดดันจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้น 6% แตะ 107 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่การขนส่งสินค้าทั้งในเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดงยังคงได้รับผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งสร้างความกังวลว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น และหนุนการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมนโยบายสัปดาห์หน้า บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปีแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี ขณะที่บอนด์ยีลด์อายุ 30 ปีแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 19 ปี และ 2 ปีแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี รอสส์ เมย์ฟิลด์ นักวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุนจาก Baird กล่าวว่า “บอนด์ยีลด์ระยะสั้นปรับขึ้นจากคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจขึ้นดอกเบี้ยในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า ขณะที่บอนด์ยีลด์ระยะยาวเพิ่มขึ้นจากความกังวลเรื่องหนี้และการขาดดุลของรัฐบาล รวมถึงเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง” ขณะเดียวกัน ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดยังระบุว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตทั่วไป (Headline PPI) เดือนส.ค. เพิ่มขึ้น 0.4%เมื่อเทียบรายเดือน สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ส่วนดัชนีราคาผู้ผลิตพื้นฐาน (Core PPI) เพิ่มขึ้น 0.2% ต่ำกว่าคาดการณ์เล็กน้อย และเมื่อเทียบรายปี ดัชนีราคาผู้ผลิตทั่วไปเพิ่มขึ้น 5.4% ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตพื้นฐานเพิ่มขึ้น 4.6% ดัชนี PPI ที่เพิ่มขึ้น เป็นผลจากต้นทุนของผลิตภัณฑ์ด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่นักลงทุนยังจับตาข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนส.ค. ซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันนี้อย่างใกล้ชิด ขณะนี้ นักลงทุนในตลาดให้น้ำหนัก 70% ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ในสัปดาห์หน้า เพิ่มขึ้นจากประมาณ 64% ก่อนการเปิดเผยข้อมูลเมื่อวันพฤหัสบดี ตามข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม - หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปรายใหญ่ปรับตัวลง นำโดยหุ้น Nvidia ปิดร่วง 2.3% และหุ้น Micron Technology ลดลง 4.7% กดดัน S&P 500 - หุ้น Apple พุ่งขึ้น 3.6% หลังจากเปิดตัว iPhone Duo - หุ้น 9 จาก 11 กลุ่มในดัชนี S&P 500 ปรับตัวลง โดยกลุ่มวัสดุร่วงหนักที่สุด ปิดลบ 1.45% ตามด้วยกลุ่มเทคโนโลยีที่ลดลง 0.91% - หุ้น Macy's ลดลง 4.7% หลังนักลงทุนผิดหวัง แม้จะปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการทั้งปี - หุ้น American Eagle Outfitters ร่วง 14% แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค. ปีที่แล้ว หลังคงคาดการณ์ยอดขายทั้งปีของสาขาเดิมตามเป้าหมาย ท่ามกลางการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยที่ยังผันผวน ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 15,100 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วง 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 14,900 ล้านหุ้น - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 8 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 28 ตัว โดยมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวก ในสัดส่วน 2 ต่อ 1 หุ้น - ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 44 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 215 ตัว ที่มา Reuters อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |