เปิดมุมมองโบรกฯ - คัดหุ้นเด่น รับข่าวดี หลัง Moodys เพิ่มเครดิตประเทศไทย

รูป เปิดมุมมองโบรกฯ - คัดหุ้นเด่น รับข่าวดี หลัง Moodys เพิ่มเครดิตประเทศไทย

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -22 เม.ย. 69 10:39 น.

เปิดมุมมองโบรกฯ - คัดหุ้นเด่น รับข่าวดี หลัง Moody's เพิ่มเครดิตประเทศไทย

เปิดมุมมองโบรกฯ หลัง Moody's เพิ่มเครดิตประเทศไทย เชื่อช่วยหนุน fund flow ต่างชาติไหลเข้า SET - ลดเสี่ยงไทยถูก Downgrade ในอนาคต พร้อมจัดแพ็กหุ้นเด่นรับอานิสงส์


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก บริษัทจัดอันดับความาเชื่อถือ Moody’s (มูดี้ส์) ได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับ “เชิงลบ” (Negative Outlook) เป็นระดับ “มีเสถียรภาพ” (Stable Outlook) พร้อมคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ Baa1 ส่งผลให้นักวิเคราะห์ชั้นนำ ประเมินแนวโน้มตลาดทุน และหุ้นเด่นที่จะรับอานิสงส์ดังกล่าว ดังนี้

ดาโอ มองหุ้น Big Cap พื้นฐานดี รับอานิสงส์

บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า มีมุมมองเชิงบวกต่อภาพรวมตลาดหุ้นไทย จากความเชื่อมั่นการลงทุนปรับตัวดีขึ้น ช่วยสนับสนุน fund flow ต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทย สำหรับหุ้นที่เรามองว่าจะได้ประโยชน์และมีโอกาส outperform จะเป็นหุ้น Big Cap พื้นฐานดี ได้แก่

- กลุ่มธนาคาร (KTB, KBANK, BBL) ที่เป็นเป้าหมายของ fund flow ไหลเข้า

- กลุ่มพลังงาน (PTTEP, TOP) เป็นกลุ่มใหญ่ที่เป็นเป้าหมายของ fund flow

- กลุ่มผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง (SCC) เป็นกลุ่มใหญ่ที่เป็นเป้าหมายของ fund flow

- กลุ่ม Commerce เน้นหุ้น Big Cap พื้นฐานดี (CPALL, CPAXT, CRC) ที่เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายของ fund flow ไหลเข้า และมี upside จากกำลังซื้อในประเทศที่มีแนวโน้มฟื้นตัวตามความเชื่อมั่นเศรษฐกิจที่ดีขึ้น

- กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (CK, STECON) คาดได้ sentiment บวกจากความเชื่อมั่นการเมืองในประเทศดีขึ้น

- กลุ่ม Food & Beverage (CBG, OSP) คาดได้ sentiment เชิงบวกจากการฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศ และการบริโภคที่เร่งตัวตามความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ


ดีบีเอสฯ เชื่อ ช่วยลดเสี่ยงไทยถูก Downgrade

บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มเครดิตที่ดีขึ้นเป็น Stable ทำให้ความเสี่ยงที่จะถูก Downgrade อันดับเครดิตในระยะสั้นลดลง ความเชื่อมั่นนักลงทุนต่อไทยดีขึ้น ต้นทุนการกู้ยืมของประเทศลดลง

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ การเติบโตระยะยาวต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง ภาระการคลังจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลก / ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์

กลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์มากที่สุด คือ ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ เช่น BBL, KBANK, KTB, SCB รองลงมาเป็นกลุ่มอุปโภคบริโภค ซึ่งได้อานิสงค์จากความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น เช่น CPALL, CRC, BJC กลุ่มเกี่ยวกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น CK, STECON, BEM เป็นต้น

เอเซียพลัส จับตาหนุนโฟลว์ต่างชาติไหลเข้าหุ้นไทย

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า MOODY'S ได้ปรับมุมมอง (OUTLOOK) ของประเทศไทยกลับมาเป็น STABLE (มีเสถียรภาพ) โดยยังคงอันดับความน่าเชื่อถือไว้ที่ระดับ BAA1 สาเหตุหลักเป็นเพราะความเสี่ยงขาลง (DOWNSIDE RISK) ลดลง โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก 3 ด้าน ได้แก่ การเมืองและเศรษฐกิจในประเทศ : เสถียรภาพทางการเมืองดูดีขึ้น และเริ่มเห็นนโยบายการลงทุนที่ชัดเจนขึ้น ปัจจัยภายนอก : แรงกดดันจากความไม่แน่นอนของสงครามการค้าหรือกำแพงภาษี (TARIFF / TRADE SHOCK) ที่เคยกังวลในปี 2025 เริ่มผ่อนคลายลง และ ภาคการคลัง : แม้ปัญหาหนี้สาธารณะและการขาดดุลจะยังคงอยู่ แต่ความเสี่ยงไม่ได้เร่งตัวลงมากกว่าเดิม ตลาดจึงมองว่าจุดที่น่ากังวลที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว

สรุป โครงสร้างเศรษฐกิจและการคลังของไทยในปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงประคองตัว การมีหนี้สาธารณะระดับ 66% และภาระชำระหนี้ต่องบประมาณที่ 11.2% เป็นโจทย์ท้าทายที่ทำให้รัฐบาลขยับตัวได้ยากขึ้น แต่การที่ MOODY'S ปรับมุมมองเป็น STABLE เป็นเครื่องยืนยันว่าพื้นฐานโดยรวมของเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่งพอที่จะรับมือความเสี่ยงได้ และถือเป็น 1 ในปัจจัยหนุนให้ FLOW ยังไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องในอนาคต

มูดี้ส์ปรับเพิ่ม OUTLOOK อันดับเครดิต BAA1 ขึ้นเป็น 'มีเสถียรภาพ' หนุน FUND FLOW หลังสงกรานต์ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 4 วันทำการ 1.1 หมื่นล้านบาท อาจหยุดขายและกลับมาซื้อเพิ่ม หนุนยอดซื้อสุทธิในปีนี้ ที่ตลาดหุ้นไทยถูกซื้อสูงสุดเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาค 623 ล้านเหรียญ หรือ 1.9 หมื่นล้านบาท (YTD) เพิ่มขึ้น แนะนำเก็งกำไรหุ้นใหญ่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว BBL, KTB, KBANK, BTS, BEM, COM7, ICHI

กรุงศรีจัด 6 กลุ่มหุ้น รับข่าวดี

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า เรื่องดังกล่าว ตอกย้ำภาพสถานะการเงินของไทย "นิ่งและมั่นคง" และบรรเทาความกังวลก่อนหน้าที่ตลาดกังวลไทยจะถูกหั่น Credit Rating ลง หลังมีกระแสข่าวไทยอาจจะถูกพิจารณาปรับลดอันดับเครดิตหรือ Outlook หากก่อหนี้สาธารณะเพิ่มหรือปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ

การพิจารณา Credit Rating มีปัจจัยกำหนดหลายส่วนสอดคล้องกับมุมมองนักเศรษฐศาสตร์และทีมกลยุทธ์ KSS ที่ประเมินวานนี้ คือ ปัจจัยกำหนด Credit Rating ไม่ขึ้นกับเรื่องการก่อหนี้อย่างเดียว ซึ่งในกรณีปัจจุบัน หากต้องก่อหนี้เพิ่มอยู่บนเหตุผลผลกระทบ Oil Shock ที่เกิดขึ้นทั้งโลก ไม่ใช่ปัจจัยเฉพาะตัววินัยการคลัง ขณะที่ปัจจัยด้านอื่นของไทยยังอยู่ในเกณฑ์แข็งแกร่ง ทั้งเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูง, หนี้สินสกุลต่างประเทศ รวมถึงทิศทางรัฐบาลปัจจุบันที่เน้นการลงทุน เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจมีความแข็งแรงขึ้นระยะกลาง

ขณะที่การเคลื่อนไหว SET เราประเมินมีโอกาสตอบรับทางบวก อิงสถิติในอดีตที่ไทยเคยปรับเพิ่ม Outlook ปี 2010 และ 2019 SET ปรับตัวเฉลี่ย -0.19%, +0.8% และ -2.25% ใน 1, 5 วัน และ 1 เดือนหลังจากนั้น ทั้งนี้ หากไม่รวมปี 2019 ที่มีความผันผวน Trade War รอบแรก ปี 2010 รอบ 27 ต.ค. 2010 (Negative> Stable) SET ปรับขึ้น 0.05%, 3.07% และ 0.8% ใน 1, 5 วัน และ 1 เดือนหลังจากนั้น สอดรับกลไกทางพื้นฐานที่หากมีภาพดังกล่าวน่าจะส่งผลบวกต่อต้นทุนการกู้ยืมระยะถัดไป เพิ่มส่วนต่าง Equity Risk Premium หนุนตลาดหุ้นน่าสนใจขึ้น

ส่วนหุ้นคาดได้ประโยชน์ ต้นทุนต่ำลงโดยตรง คือ

กลุ่มธนาคาร: เด่นสุดจากแรงส่งอีกด้านรายงานกำไร 1Q26 ดี + ได้ประโยชน์รัฐฯ เร่งลงทุนช่วงถัดไป เน้น KBANK, KTB

กลุ่มเช่าซื้อ: KTC

กลุ่มอิงการลงทุน: ที่เป็นแกนหลักที่ Moody’s เน้นถึงทิศทางเดินมาถูกต้อง

นิคมอุตสาหกรรม: เน้น AMATA

ไฟฟ้า: เน้น GULF, GPSC

รับเหมา: เก็งกำไร STECON ผสมลงทุน PYLON, INSET

สื่อสาร: TRUE, ADVANC



Related Topics

Reported by

Surametee Maneesukho

Surametee Maneesukho

News Editor, efinanceThai