ราคาทองแดงทำสถิติสูงสุดทะลุ 14,600 ดอลลาร์/ตัน สงครามภาษีสหรัฐฯ-จีน บีบสต็อกโลก นักลงทุนต้องปรับพอร์ตอย่างไร
ราคาทองแดงพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่บนตลาด London Metal Exchange (LME) ทะลุระดับ 14,600 ดอลลาร์ต่อตัน ในช่วงต้นเดือนกันยายน 2026 โดยแรงหนุนระยะสั้นไม่ได้มาจากอุปสงค์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความตึงตัวของสต็อกโลกจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่ทำให้เทรดเดอร์เร่งส่งทองแดงเข้าสหรัฐฯ จนคลังในภูมิภาคอื่นลดลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกต้องประเมินใหม่ว่ากระแสเงินและต้นทุนวัตถุดิบจะส่งผลต่อพอร์ตการลงทุนอย่างไร
แม้ภาพระยะยาวของทองแดงยังได้แรงหนุนจากการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ศูนย์ข้อมูล AI รถยนต์ไฟฟ้า และการขยายโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า แต่ในระยะสั้นปัจจัยที่ขับเคลื่อนราคาคือสมการ อุปทานตึง + ความไม่แน่นอนด้านภาษี ซึ่งกำลังสร้างแรงสะเทือนต่อทั้งตลาดโลก ตลาดไทย และสินทรัพย์ทางเลือกในพอร์ตลงทุน
แรงกดดันจากนโยบายภาษีสหรัฐฯ-จีน และการไหลของสต็อกโลก
ตามรายงานของ Bloomberg กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เคยเสนอให้เก็บภาษีทองแดง refined ที่อัตรา 15% ตั้งแต่ปี 2027 และเพิ่มเป็น 30% ในปี 2028 แต่แนวทางที่เกิดขึ้นจริงในรอบแรกคือการเก็บภาษี 50% กับทองแดงกึ่งสำเร็จรูป เช่น ท่อ สายไฟ และผลิตภัณฑ์ derivative รวมถึงคำสั่งให้ทบทวนมาตรการภาษีทองแดง refined ภายในสิ้นเดือนมิถุนายน 2026 ทว่าเมื่อยังไม่มีประกาศชัดเจนจากทำเนียบขาว ความไม่แน่นอนดังกล่าวจึงกลายเป็นเชื้อไฟให้ส่วนต่างราคาระหว่างนิวยอร์กกับลอนดอนยังคงดึงดูดทองแดงเข้าสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง
ภาวะนี้สะท้อนกลไก Flow Follows Yield อย่างชัดเจน เมื่อราคานิวยอร์กแพงกว่าลอนดอน ทองแดงก็ไหลเข้าอเมริกาเพื่อเก็งส่วนต่างราคา ส่งผลให้คลังในภูมิภาคอื่นตึงตัวมากขึ้น บริษัทค้าสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ เช่น Mercuria Energy Group Ltd. และ Trafigura Group เคยเร่งขนทองแดงเข้าสหรัฐฯ ในช่วงที่ส่วนต่างราคาชัดเจนมาแล้ว และรอบนี้สถานการณ์ก็มีลักษณะคล้ายกัน
ในตลาดลอนดอน สัญญาณความตึงตัวเห็นได้จากส่วนต่างระหว่างราคาทองแดงส่งมอบทันที (spot) กับสัญญาล่วงหน้า 3 เดือนที่ทะลุ 500 ดอลลาร์ต่อตัน ในกลางเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เหตุการณ์บีบตลาดครั้งใหญ่ในปี 2021 แม้การเร่งส่งมอบทองแดงเข้าคลัง LME จะช่วยคลายความตึงได้ชั่วคราว แต่คำสั่งถอนทองแดงจำนวนมากช่วงปลายเดือนสิงหาคมทำให้สต็อกพร้อมใช้กลับสู่ระดับต่ำอย่างน่ากังวล
ภาพฝั่งสหรัฐฯ: สต็อกสูง แต่ความเสี่ยงยังไม่จบ
ฝั่งสหรัฐฯ มีทองแดงสำรองหนาแน่นขึ้นอย่างมาก โดยคลัง Comex ณ ต้นเดือนกันยายนถือครองทองแดงมากกว่า 750,000 short tons หรือราว 680,389 เมตริกตัน สูงกว่าช่วงต้นปีก่อนถึง 8 เท่า หากรวมสต็อกนอกตลาดด้วย คาดว่าสหรัฐฯ มีทองแดงสำรองรวมมากกว่า 1 ล้านเมตริกตัน ใกล้เคียงกับผลผลิตทั้งปีของเหมือง Escondida ในชิลี ซึ่งเป็นเหมืองใหญ่ที่สุดในโลก
อย่างไรก็ดี ความหนาแน่นของสต็อกในสหรัฐฯ ไม่ได้แปลว่าตลาดจะปลอดภัย เพราะหากรัฐบาลสหรัฐฯ เดินหน้าเก็บภาษีทองแดง refined จริง อาจเกิดการเร่งส่งทองแดงเข้าอเมริกาอีกรอบเพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนภาษี ขณะเดียวกันหากมีการยกเลิกหรือชะลอแผนภาษี กระแสการค้าอาจย้อนกลับอย่างรวดเร็ว และนำไปสู่แรงขายจากเทรดเดอร์ที่ต้อง unwind สินค้าคงคลังที่สะสมมานานกว่า 18 เดือน
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังมีแผน Project Vault มูลค่า 12,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสะสมแร่ธาตุสำคัญ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าทองแดงจะถูกจัดสรรในสัดส่วนเท่าไร ทั้งที่ทองแดงอยู่ในรายชื่อแร่ธาตุสำคัญ 60 รายการที่สหรัฐฯ มองว่ามีความเสี่ยงต่อซัพพลายเชน
ผลกระทบต่อนักลงทุนไทยและภาคธุรกิจ
สำหรับนักลงทุนไทย ราคาทองแดงที่พุ่งแรงเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน ฝั่งที่ใช้ทองแดงเป็นวัตถุดิบ เช่น กลุ่มไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ เคเบิล เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ไฟฟ้า และก่อสร้าง อาจเผชิญต้นทุนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยสิ่งที่ต้องจับตาคือแต่ละบริษัทมี pricing power มากพอที่จะผลักภาระต้นทุนไปยังลูกค้าหรือไม่ หากทำไม่ได้ มาร์จิ้นอาจถูกบีบลงในระยะถัดไป
ในทางกลับกัน ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ สายส่งไฟฟ้า หรือพลังงานสะอาดอาจได้ประโยชน์จากแนวโน้มราคาทองแดงที่สูงขึ้น เพราะสะท้อนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่และระบบไฟฟ้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง หากสงครามการค้ายืดเยื้อ ซัพพลายเชนโลกอาจกระทบเป็นลูกโซ่ และอาจส่งผลต่อภาคส่งออกไทย โดยเฉพาะสินค้าที่มีชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบจากทองแดงเป็นองค์ประกอบสำคัญ
ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามคือระดับสต็อกในตลาดโลก หากสต็อก LME ยังต่ำและสหรัฐฯ ยังไม่ประกาศทิศทางภาษี ราคาทองแดงอาจผันผวนสูงต่อเนื่อง แต่หากมีสัญญาณว่าสหรัฐฯ เลิกแผนเก็บภาษีทองแดง refined เมื่อใด กระแสการส่งทองแดงไปอเมริกาอาจไหลย้อนกลับ และกดดันราคาในตลาดโลกได้ทันที
มุมมองการจัดพอร์ต: ทองคำ บอนด์ และสินทรัพย์โภคภัณฑ์
การทำสถิติสูงสุดของราคาทองแดงสะท้อนมากกว่าตลาดโลหะ เพราะยังบอกถึงแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในฝั่งสินค้า และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า นักลงทุนจึงควรชั่งน้ำหนักระหว่างสินทรัพย์เสี่ยงกับสินทรัพย์ปลอดภัยให้เหมาะกับระดับความเสี่ยงของตนเอง
ในภาวะที่ความขัดแย้งทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ยังตึงเครียด ทองคำ ยังมีบทบาทเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงในพอร์ตได้ ส่วนพันธบัตรระยะยาวอาจถูกกดดันหากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับขึ้นจากแรงกังวลเงินเฟ้อ นักลงทุนบางส่วนอาจเลือกถือ บอนด์ระยะสั้น หรือ เงินสด เพื่อลดความผันผวน ขณะที่ผู้ที่รับความเสี่ยงได้มากอาจพิจารณากองทุนรวมสินค้าโภคภัณฑ์หรือกองทุนที่เกี่ยวข้องกับทองแดง แต่ต้องยอมรับว่าการเคลื่อนไหวระยะสั้นในช่วงนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยนโยบายเป็นหลัก ไม่ได้อิงพื้นฐานเพียงอย่างเดียว
ในมุมระยะยาว ราคาทองแดงยังมีแรงหนุนจากอุปสงค์ของเศรษฐกิจสีเขียว ไม่ว่าจะเป็นโซลาร์ กังหันลม รถยนต์ไฟฟ้า ระบบไฟฟ้า และศูนย์ข้อมูล แต่ฝั่งอุปทานยังเป็นคำถามใหญ่ โดยข้อมูลจาก S&P Global ชี้ว่าการพัฒนาเหมืองใหม่จากขั้นค้นพบจนถึงผลิตจริงใช้เวลากว่า 15 ปี และถ้าผลผลิตเหมืองทั่วโลกครึ่งปีหลังไม่ฟื้น การผลิตอาจลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2017
สรุป: ทองแดงไม่ใช่แค่โลหะ แต่เป็นสัญญาณของเงินทุนและความเสี่ยง
ราคาทองแดงที่ทำนิวไฮในรอบนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของโลหะอุตสาหกรรม แต่เป็นภาพสะท้อนของการย้ายฐานการค้า การแย่งชิงสต็อก ความตึงตัวของซัพพลายเชน และการไหลของเงินทุนข้ามภูมิภาค สำหรับนักลงทุนไทย การเข้าใจทั้งมุมโลก มุมในประเทศ และมุมสินทรัพย์ทางเลือกจะช่วยให้จัดพอร์ตได้รอบด้านมากขึ้นในช่วงที่ความผันผวนยังมีโอกาสสูง
ท้ายที่สุด สิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือทิศทางนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ระดับสต็อกใน LME และ Comex รวมถึงสัญญาณอุปสงค์จากจีนซึ่งยังเป็นผู้บริโภคทองแดงรายใหญ่ที่สุดของโลก เพราะปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดว่าราคาทองแดงจะยืนสูงต่อไป หรือเริ่มคลายแรงกดดันลงในระยะถัดไป