สงครามภาษีสหรัฐ–แคนาดาร้อนระอุ: ทรัมป์ใช้มาตรา 338 เก็บภาษี 50% แคนาดาตอบโต้ทันที สะเทือนห่วงโซ่ยานยนต์และสินทรัพย์เสี่ยง
ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดาปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังการเจรจาการค้ารอบล่าสุดล่มลงอย่างกะทันหัน จนนำไปสู่การที่สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้า 50% จากสินค้าแคนาดาหลายรายการ โดยอาศัย มาตรา 338 ของพระราชบัญญัติภาษีศุลกากรปี 1930 ขณะที่แคนาดาโต้กลับทันทีด้วยภาษี 15–50% ต่อสินค้าอเมริกันหลายร้อยรายการ ความขัดแย้งครั้งนี้ไม่เพียงกระทบเศรษฐกิจอเมริกาเหนือ แต่ยังเพิ่มความผันผวนให้ตลาดโลก สะท้อนผ่านความเสี่ยงในกลุ่มยานยนต์ พลังงาน และสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น
ภาษีรอบใหม่ “เจ็บแต่ไม่แตะจุดตาย” ของแคนาดา
มาตรการของสหรัฐฯ ครอบคลุมสินค้าแคนาดาประมาณ 5% ของมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ หรือคิดเป็นวงเงินราว 20,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี สินค้าที่ได้รับผลกระทบมีตั้งแต่เครื่องสำอาง เบียร์ เสื้อกันหนาว หัวทิวลิป เฟอร์นิเจอร์ไม้ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์คอนกรีต อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ เลือกไม่แตะสินค้าทรัพยากรหลักที่นำเข้าจากแคนาดา เช่น น้ำมันดิบ โพแทช และแร่สำคัญ ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิตและพลังงานของสหรัฐฯ โดยตรง
การเว้นภาษีในหมวดพลังงานทำให้มาตรการนี้ดูเหมือนมุ่งกดดันภาคการผลิตและสินค้าอุปโภคบริโภคมากกว่าการตัดแหล่งพลังงานของสหรัฐฯ เอง ขณะที่แคนาดายังคงส่งออกน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมไปยังสหรัฐฯ มากกว่า 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน จึงทำให้ความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานยังถูกจำกัดในระดับหนึ่ง
แคนาดาโต้กลับ กระทบสินค้าอเมริกันหลายร้อยรายการ
นายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ ประกาศมาตรการตอบโต้ที่มีมูลค่าผลกระทบใกล้เคียงกัน โดยเริ่มมีผลตั้งแต่ 8 กันยายน ผ่านการเก็บภาษี 15–50% กับสินค้าอเมริกันหลายร้อยรายการ เช่น นม เฟอร์นิเจอร์ ไม้กอล์ฟ เครื่องครัว วิดีโอเกมคอนโซล สมาร์ตโฟน และอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ ภาษีตอบโต้เหล็กและอะลูมิเนียมของสหรัฐฯ ยังถูกปรับจาก 25% เป็น 50% ด้วย วงเงินรวมของมาตรการฝั่งแคนาดาคิดเป็นประมาณ 6% ของมูลค่าสินค้าที่สหรัฐฯ ส่งออกไปแคนาดา
สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาคือความเป็นไปได้ที่มาตรการตอบโต้จะยืดเยื้อและขยายวงกว้าง เพราะความตึงเครียดรอบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การตั้งภาษี แต่ยังสะท้อนความเสี่ยงจากการเมืองการค้าระดับสูง ที่อาจนำไปสู่การเจรจารอบใหม่หรือการเพิ่มข้อจำกัดเพิ่มเติมในอนาคต
อุตสาหกรรมยานยนต์คือจุดเสี่ยงสำคัญที่สุด
ประเด็นที่ตลาดโลกให้ความสนใจมากที่สุดคือ อุตสาหกรรมยานยนต์ เพราะการเจรจาการค้าที่เกือบได้ข้อสรุปต้องสะดุดลง หลังสหรัฐฯ ยอมลดภาษีรถยนต์เหลือ 15% จาก 25% แต่ให้เฉพาะรถยนต์นั่งและรถปิกอัพเบา ไม่รวมรถบรรทุกหนัก ซึ่งมีผลโดยตรงต่อโรงงานของ General Motors (GM) และ Ford ในรัฐออนแทรีโอของแคนาดา
ความเสี่ยงดังกล่าวไม่ได้กระทบแค่ผู้ผลิตรถยนต์เท่านั้น แต่ยังลามไปถึงซัพพลายเชนชิ้นส่วน อุปกรณ์ประกอบ และโลจิสติกส์ เพราะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้บริษัทต้องทบทวนแผนการผลิต การส่งมอบ และการลงทุนในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ขณะเดียวกัน ทำเนียบขาวยังมีการหารือถึงมาตรการลงโทษเพิ่มเติม และทรัมป์เคยขู่จะขึ้นภาษีรถยนต์แคนาดาเป็น 50% รวมถึงคว่ำบาตรเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวของ Bombardier ในตลาดสหรัฐฯ
ผลต่อหุ้นไทยและเงินลงทุนที่ควรติดตาม
แม้ข่าวนี้ไม่ได้ระบุผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย แต่ตลาดไทยยังควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะสงครามการค้าระหว่างสองประเทศใหญ่สามารถส่งแรงกระเพื่อมมายังภูมิภาคเอเชียผ่านความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการจัดสรรพอร์ตการลงทุนทั่วโลก
- กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน: ความขัดแย้งที่กดดันโรงงาน GM และ Ford ในแคนาดาเป็นตัวอย่างชัดเจนว่า การค้าและการเมืองสามารถเปลี่ยนโครงสร้างต้นทุนของซัพพลายเชนได้ นักลงทุนไทยควรติดตามบริษัทที่มีฐานผลิตต่างประเทศหรืออยู่ในห่วงโซ่การผลิตยานยนต์โลก
- ต้นทุนพลังงาน: การที่สหรัฐฯ ยังไม่เก็บภาษีน้ำมันดิบจากแคนาดาช่วยลดแรงกระเพื่อมต่อราคาพลังงานโลก ทำให้ต้นทุนนำเข้าของไทยมีแนวโน้มไม่ผันผวนรุนแรงเกินไปในระยะสั้น
- Fund Flow: เมื่อสงครามการค้าเข้มข้น เม็ดเงินมักไหลออกจากหุ้นวัฏจักรหรือหุ้นส่งออก ไปยังตลาดที่มีแรงขับเคลื่อนภายในประเทศแข็งแกร่งกว่า แม้ไทยจะไม่ใช่คู่ขัดแย้งโดยตรง แต่ sentiment ของภูมิภาคอาจอ่อนตัวในช่วงสั้น
ทองคำและพันธบัตรอาจได้อานิสงส์จากความไม่แน่นอน
ในสภาวะที่ภาษีตอบโต้ขยายวง ความผันผวนของตลาดย่อมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อความไม่แน่นอนทางการค้าสามารถกดดันสินทรัพย์เสี่ยงและทำให้เงินไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ตราสารหนี้รัฐบาลคุณภาพสูงอาจได้รับแรงหนุนจากการโยกย้ายเงินลงทุน ขณะที่ ทองคำ ยังทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากทั้งเงินเฟ้อและความขัดแย้งทางการค้า
อย่างไรก็ดี หากมาตรการภาษีไม่ลามไปยังน้ำมันและทรัพยากรหลักมากนัก แรงกดดันด้านเงินเฟ้ออาจไม่รุนแรงเท่ารอบก่อน ๆ ดังนั้น สำหรับพอร์ตแบบ Multi-Asset ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการเลือกซื้อหรือขายสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง แต่คือการประเมินว่า สัดส่วนสินทรัพย์ปลอดภัย เพียงพอหรือไม่ในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่มีสัญญาณผ่อนคลาย
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่แคนาดาประเมินว่าโอกาสกลับมาเจรจาก่อนการเลือกตั้งกลางสมัยของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนมีไม่มากนัก ทำให้ความตึงเครียดอาจยืดเยื้อต่อไปอีกระยะ และต้องติดตามว่ามาตรการภาษีรอบนี้จะกลายเป็นเพียงแรงกดดันชั่วคราว หรือจะพัฒนาไปสู่ความเสียหายเชิงโครงสร้างต่อห่วงโซ่อุปทานโลกในวงกว้าง