บลจ.ยูโอบี(ประเทศไทย) มองตลาดหุ้นไทยเป้าสูงสุดปีนี้ 1,750 จุด มองครึ่งปีหลังเข้าสู่ช่วง Turnaround จากกำไร บจ.ฟื้นต่อเนื่อง 6 ไตรมาสติด ลุ้น EPS ทะลุ 100 บาทครั้งแรกในรอบหลายปี ด้านลงทุน Data Center หนุน และสินเชื่อธนาคารกลับมาเป็นบวก พร้อมแนะเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทย 30% ขณะที่หุ้นต่างประเทศ 70% เน้นสหรัฐฯ-เอเชีย-ญี่ปุ่น นายณัฐพล จันทร์สิวานนท์ กรรมการผู้จัดการ สายการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด (บลจ. ยูโอบี) เปิดเผยว่า มีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ถึงปี 2570 โดยคาดว่าตลาดจะได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน รวมถึงการเร่งตัวของการลงทุนภาคเอกชน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทยอยส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยสภาพัฒน์ได้ปรับขึ้นประมาณการ GDP ปี 2569 มาอยู่ที่ 2.2% (กรอบ 2.0% - 2.5%) จากประมาณการเดิมที่คาดไว้ที่ 2.0% โดยบลจ. ยูโอบี ได้ประเมินเป้าหมายดัชนีหุ้นไทย สิ้นปี 2569 ไว้ 3 ฉากทัศน์ โดยให้น้ำหนักกับกรณีฐาน (Base Case) เป็นหลัก ดังนี้ Bull Case (1,750 จุด): ปัจจัยความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์และสงครามยุติลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลง นโยบายการลงทุนภาครัฐขับเคลื่อนได้อย่างเต็มที่ และรัฐบาลมีความเสถียรภาพสูง Base Case (1,650 จุด - กรณีหลัก): ปัจจัยความขัดแย้งในต่างประเทศยืดเยื้อเล็กน้อยแต่สามารถจบได้ภายในช่วงปลายปี รัฐบาลสามารถบริหารจัดการและผ่านพ้นประเด็นความเสี่ยงต่างๆ ไปได้ ตลาดหุ้นยังมี Upside จากระดับปัจจุบัน Worst Case (1,540 จุด): สงครามยืดเยื้อกระทบราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ส่งผลกระทบต่อการบริโภคภายในประเทศ และรัฐบาลเผชิญปัญหาในการขับเคลื่อนนโยบาย ลุ้นปีนี้ EPS ทะลุ 100 บาท ครั้งแรกในรอบหลายปี นายณัฐพลยังกล่าวอีกว่า หนึ่งในปัจจัยหนุนสำคัญคือ กำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดหุ้นไทย ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาวนเวียนอยู่เพียงระดับ 90 บาท แต่ในปีนี้มีลุ้นที่จะเห็น EPS ทะลุ 100 บาท ได้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี โดยมีปัจจัยบวกทั้ง การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ถึง 6 ไตรมาสติด นอกจากนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่การลงทุนเทคโนโลยีใหม่ เช่น Data Center และแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ที่คาดว่าต้องการกำลังการผลิตโตจากประมาณ 54 กิกะวัตต์ (GW) ในปัจจุบัน สู่ระดับ 250 กิกะวัตต์ ภายในปี 2050 หนุนกลุ่มสาธารณูปโภคและพลังงาน ด้านยอดปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่กลับมาพลิกเป็นบวก จากที่เคยทรงตัวหรือติดลบมาตลอด 3 ปี โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อให้แก่ภาคเอกชนขนาดใหญ่ อีกทั้งส่วนต่างราคาปิโตรเคมีและพลังงานปรับตัวดีขึ้น หนุนกำไรบริษัทขนาดใหญ่ในตลาด แนะนำเพิ่มหุ้นไทยเป็น 30% ส่วนหุ้นนอกจัดทัพ 70% ลุย สหรัฐฯ-เอเชีย-ญี่ปุ่น บลจ. ยูโอบี แนะนำปรับสัดส่วนการลงทุนในฝั่งตราสารทุน (Equity) ปรับเพิ่มลงทุนหุ้นไทยเป็น 30% เนื่องจากอยู่ในช่วง Turnaround ทั้งในแง่ราคาและกำไร มีปัจจัยหนุนจากธีม Data Center, Semiconductor และอัตราการเติบโตของสินเชื่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่เริ่มกลับมา ทั้งนี้หุ้นในกลุ่มที่น่าสนใจได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ซึ่งมีปันผลที่น่าใจ, กลุ่มพลังงานและไอซีที, หุ้นขนาดใหญ่และกลางที่ได้ประโยชน์จากเทรนด์ New Economy-การย้ายฐานผลิต, นิคมอุตสาหกรรม รับเทรนด์ Data Center ด้านหุ้นต่างประเทศสัดส่วน 70% ส่วนใหญ่ยังคงมุ่งเน้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นหลัก ได้แก่ สหรัฐฯ ประมาณ 50% ซึ่งยังคงเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ที่มีการใช้งานและสร้างรายได้จริง, เอเชีย 20% เน้นรับอานิสงส์เชิงบวกจากซัพพลายเชนกลุ่มเทคโนโลยีและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยมีประเทศที่น่าสนใจ เช่น ไต้หวันและเกาหลีใต้ นอกจากนี้ยังสนใจญี่ปุ่น โดยได้ประโยชน์จากนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของภาครัฐ และค่าเงินเยนที่ยังคงอ่อนค่า ส่งผลดีต่อภาคการส่งออกและดึงดูดเม็ดเงินลงทุน แม้ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นยังคงกว้างพอที่จะสร้างความน่าสนใจ ตราสารหนี้ยังน่าสนใจ รับดอกเบี้ยขาลง แนะลงทุนหุ้นกำไรโตระยะกลาง สำหรับตราสารหนี้ ยังคงมองว่าอัตราดอกเบี้ยอยู่ในวัฏจักรผ่อนคลาย โดยคาดการณ์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้ม คงดอกเบี้ยตลอดทั้งปีนี้ และอาจลดดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้งในช่วงปีหน้าสู่ระดับ 0.75% และเศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ แม้ได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน และการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี แต่ยังถูกจำกัดจากภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง การฟื้นตัวของกำลังซื้อที่ไม่ทั่วถึง และภาคการท่องเที่ยวที่เริ่มชะลอตัว ด้วยเหตุนี้ แนะนำให้น้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดีเพื่อรับประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ยขาลง ควบคู่กับการลงทุนในตลาดหุ้นที่มีศักยภาพการเติบโตของกำไรในระยะกลาง แนะกองทุนเด่น รับโอกาสลงทุน “ตราสารหนี้-หุ้นสหรัฐฯ-เอเชีย” ด้านนายกุลฉัตร จันทวิมล กรรมการผู้จัดการอาวุโส สายพัฒนาธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด (บลจ. ยูโอบี) ได้ให้คำแนะนำทางเลือกผลิตภัณฑ์การลงทุน เพื่อรองรับวัตถุประสงค์การลงทุนที่แตกต่างกันของผู้ลงทุน เช่น ประเภทกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ แนะ กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อินคัม สตราทีจิค บอนด์ ฟันด์ เพื่อการเลี้ยงชีพ (UGISRMF) ระดับความเสี่ยง 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) ซึ่งลงทุนในกองทุน PIMCO GIS Income Fund (Class I) โดยกองทุนอาจพิจารณาลงทุนใน Derivatives เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน ประเภทกองทุนเพื่อโอกาสการลงทุนในตราสารทุนสหรัฐฯ แนะ กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ยูเอส เทคโนโลยี อิควิตี้ ฟันด์ (UUSTECH) ระดับความเสี่ยง 7 (เสี่ยงสูง) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก JPMorgan Funds – US Technology Fund – Class JPM US Technology I (acc) - USD เพียงกองทุนเดียว ซึ่งกองทุนหลักมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการเติบโตของเงินทุนในระยะยาว โดยเน้นการลงทุนในตราสารทุนของบริษัทในประเทศสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ประเภทกองทุนเพื่อโอกาสการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย และโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว แนะ กองทุนเปิด ยูโอบี สมาร์ท เอเชีย หน่วยลงทุนชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไปและไม่จ่ายเงินปันผล (UOBSA) ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก United Asia Fund - Class T SGD Acc โดยกองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในหลักทรัพย์ตราสารทุนของบริษัทจดทะเบียนในภูมิภาคเอเชียไม่รวมญี่ปุ่น โดยมุ้งเน้นการลงทุนในระยะยาว อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |