| ผู้เชี่ยวชาญด้านงบประมาณเตือน สหรัฐฯ กำลังเผชิญความเสี่ยงจากวิกฤตการคลัง ซึ่งอาจบีบให้สภาคองเกรสและผู้นำสหรัฐฯ ในอนาคตต้องใช้มาตรการที่อาจนำไปสู่แรงต้านทางการเมือง ทั้งการขึ้นภาษี และการลดสวัสดิการสังคม โดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 พร้อมให้คำมั่นว่าจะจัดระเบียบสถานะการคลังของสหรัฐฯ ด้วยการลดขนาดรัฐบาลกลาง รวมถึงยุติสงครามที่ยืดเยื้อ และขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจเพื่อควบคุมการขาดดุลที่พุ่งสูง ทว่าหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ พุ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 19 เดือนแรกของทรัมป์สมัย 2 ขณะที่การใช้จ่ายของรัฐบาลกลางเพิ่มขึ้นแทนที่จะลดลง ท่ามกลางสงครามกับอิหร่านที่ยืดเยื้อมานาน 6 เดือน และยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง ขณะเดียวกัน ต้นทุนการชำระดอกเบี้ยหนี้สาธารณะสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น หลังบอนด์ยีลด์ 30 ปีพุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี ผู้เชี่ยวชาญด้านงบประมาณระบุว่า ผลที่ตามมาคือ วิกฤตการคลังที่กำลังก่อตัว ซึ่งอาจบีบให้สภาคองเกรสและประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อไปต้องดำเนินมาตรการที่จะนำไปสู่แรงต้านทางการเมือง ทั้งการขึ้นภาษี ซึ่งอาจรวมไปถึงการลดสวัสดิการประกันสังคม มายา แมคกินเนส ประธานคณะกรรมการดูแลงบประมาณของรัฐบาลกลาง (Committee for a Responsible Federal Budget) ระบุว่า “ผลงานของประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่ว่าเราจะพิจารณาในสมัยแรกหรือปัจจุบัน ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จด้านการคลัง” และเพิ่มเติมว่า “การที่เรามาถึงจุดนี้ไม่ใช่ความผิดของเขา แต่เมื่อเรามาถึงจุดนี้แล้ว และฝ่ายนิติบัญญัติยังไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เพื่อแก้ไขสถานการณ์ ความรับผิดชอบจึงเป็นของทุกฝ่าย โดยเฉพาะประธานาธิบดีที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและวาระด้านนโยบาย” หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ พุ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพ.ย. ซึ่งจะเป็นตัวชี้ชะตาว่าพรรครีพับลิกันจะยังคงครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้หรือไม่ ในช่วงครึ่งหลังของการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ของทรัมป์ แม้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจยังไม่ให้ความสนใจกับปัญหานี้ จนกว่าปัญหาการคลังจะส่งผลโดยตรงผ่านการลดสวัสดิการหรือขึ้นภาษี แต่ประชาชนก็ได้รับผลกระทบอยู่แล้ว ผ่านอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านที่ปรับสูงขึ้นตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล และภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าค่าจ้าง ที่มา Reuters อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |