| ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำข้อเรียกร้องที่ต้องการให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ย หลังรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนส.ค. ออกมาแข็งแกร่งเกินคาด พร้อมขู่จะระงับการค้ากับประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ หากเฟดไม่ยอมปรับลดอัตราดอกเบี้ย ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เมื่อวันศุกร์ (4 ก.ย.) ว่า “ประเทศที่แข็งแกร่ง หมายถึงต้องมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง ซึ่งจะมีเครดิตดีกว่า ง่ายนิดเดียว! เราควรมีดอกเบี้ยต่ำที่สุดในบรรดาประเทศในโลกนี้เหมือนในวันวาน หากสหรัฐฯ ไม่ยอมให้ประเทศเหล่านี้เกินดุลการค้าเป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งเราสามารถหยุดเรื่องนี้ได้ทันที และพวกเขาก็จะไม่ถือเป็นประเทศที่มีสถานะทางการเงินในระดับหัวแถวอีกต่อไป! ลดดอกเบี้ยซะ ไม่อย่างนั้น ผมจะหยุดค้าขายกับประเทศที่เราขาดดุลการค้าด้วย” ทรัมป์ยังแนะนำธนาคารกลางสหรัฐฯ และเควิน วอร์ช ประธานเฟดว่า “คณะกรรมการเฟดซึ่งมีผู้นำคนใหม่ที่ยอดเยี่ยม ต้องฉลาดขึ้น และรักประเทศชาติ! อัตราดอกเบี้ยที่สูงทำให้สหรัฐฯ เสียเปรียบอย่างไม่เป็นธรรม และผมจะไม่ยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้น!” จ้างงานสหรัฐฯ แกร่งเกินคาด-ตลาดมองมีโอกาสเฟดขึ้นดอกเบี้ยก.ย. ความเห็นของผู้นำสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังจากที่กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เผยวานนี้ (4 ก.ย.) ว่า การจ้างงานเดือนส.ค. ออกมาแข็งแกร่ง หลังจากที่ชะลอตัวจากปัจจัยตามฤดูกาลในช่วงฤดูร้อน ขณะที่อัตราว่างงานทรงตัว ทั้งนี้ การจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. หลังปรับฤดูกาล สูงกว่าผลสำรวจโดย Dow Jones ซึ่งคาดว่าการจ้างงานจะเพิ่มขึ้นเพียง 53,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราว่างงานทรงตัวที่ 4.1% ตามคาด โดยตัวเลขการจ้างงานเดือนส.ค. ยังเป็นการเพิ่มขึ้นรายเดือนมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. รายงานดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของเจ้าหน้าที่เฟดที่ระบุว่าตลาดแรงงานยังคงมีเสถียรภาพ และมีแนวโน้มทำให้เฟดหันไปจับตารายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่จะประกาศในสัปดาห์หน้า เพื่อใช้เป็นปัจจัยประกอบการพิจารณาก่อนการตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยในการประชุมนโยบายการเงินเดือนนี้ หลังตัวเลขจ้างงานออกมาดีกว่าคาด ตลาดเริ่มเพิ่มน้ำหนักความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% อยู่ที่ราว 60% ในการประชุมนโยบายการเงินวันที่ 15-16 ก.ย. ตามข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group ทรัมป์ขู่ตัดสัมพันธ์การค้าประเทศเกินดุล-ชี้สหรัฐฯ ควรจ่ายดอกเบี้ยแค่ 0.5-1% การขู่ว่าจะยุติการค้ากับประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ถือเป็นท่าทีที่สุดโต่ง เนื่องจากสหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับหลายประเทศ รวมถึงประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด ซึ่งทรัมป์เองเรียกร้องให้ลดอัตราดอกเบี้ยมาโดยตลอด และมักวิพากษ์วิจารณ์การขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ กับประเทศต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากมองว่า การขาดดุลการค้าไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีหรือแย่โดยตัวมันเองเสมอไป การขาดดุลอาจเกิดขึ้นได้เมื่อประเทศมีกำลังซื้อสูงและสามารถนำเข้าสินค้าได้มากขึ้น นอกจากนี้ ประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ มักนำเงินดอลลาร์ที่ได้รับจากการส่งออกไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเท่ากับนำเงินดังกล่าวกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ ขณะที่สหรัฐฯ รายงานตัวเลขขาดดุลการค้าในระดับหลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือนมาเป็นเวลาหลายสิบปี อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ย้ำอีกครั้งที่ทำเนียบขาวเมื่อบ่ายวันศุกร์ว่า การขาดดุลการค้าเป็นเกมที่มีผู้ชนะและผู้แพ้ โดยประเทศอื่นกำลังเอาเปรียบสหรัฐฯ “เราขาดดุลการค้าเป็นจำนวนมากกับหลายประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นตั้งแต่แรก” ทรัมป์กล่าว “เรามีสิทธิที่จะทำให้ประเทศที่เรียกกันว่าเป็นประเทศชั้นนำทางการเงิน ซึ่งจ่ายอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่ามาก... บางประเทศจ่ายดอกเบี้ยเพียง 0.5% ขณะที่เราจ่าย 4% ทั้งที่อันดับความน่าเชื่อถือของเราแข็งแกร่งกว่าพวกเขามาก” “หากเราไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเหมาะสม เราก็จะดำเนินการ และสิ่งเดียวที่เราต้องทำเพื่อลดการขาดดุลการค้ากับประเทศใดประเทศหนึ่ง คือไม่ค้าขายกับประเทศนั้น” ทรัมป์ยกกรณีแคนาดาเป็นตัวอย่าง ซึ่งกำลังเผชิญข้อพิพาทด้านการค้าและภาษีกับสหรัฐฯ “หากเราเล่นแบบแข็งกร้าว สิ่งที่เราต้องทำคือบอกว่า เราจะไม่ค้าขายกับแคนาดาอีกเลย หากเราไม่ค้าขายกับแคนาดา เราจะประหยัดเงินได้ 90,000 ล้านดอลลาร์” ทรัมป์กล่าว “พูดง่าย ๆ คือ เราควรจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำที่สุดในโลก ทุกๆ 1 จุดของอัตราดอกเบี้ยที่เราจ่ายในประเทศนี้ มีต้นทุนถึง 650,000 ล้านดอลลาร์ ดอกเบี้ยของเราควรอยู่ที่ 1% หรือ 0.5% ไม่ควรอยู่ที่ 4%” ที่มา The Wall Street Journal และ CNBC (1), (2) อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |