| โบรกฯ จับตาไตรมาส 4/69 กำไรกลุ่มท่องเที่ยวโตแรง รับไฮซีซัน - มาตรการ "ไทยเที่ยวไทยพลัส" รัฐอุดหนุนค่าโรงแรม - แจกคูปองร้านอาหาร ชี้ผู้ประกอบการรายย่อยรับประโยชน์มากสุด ชู ERW - CENTEL รับอานิสงส์มากสุด กระทรวงการคลังร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สรุปโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส งบประมาณใช้จ่ายรวม 3,500 ล้านบาท เตรียมเสนอเข้าครม.เร็วๆนี้ จัดให้ทั้งหมด 1 ล้านสิทธิ 1 คนจะได้สิทธิไม่เกิน 5 คืน (5 สิทธิ) รัฐบาลสนับสนุนราคาห้องพักไม่เกิน 1,500 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าโครงการฯเมื่อปี 2025 แต่จะได้คูปองดิจิตอลใช้จ่ายสาหรับร้านอาหาร สปา นวด และบริการท่องเที่ยวในรูปแบบ Co-pay (จ่ายคนละครึ่ง) สำหรับท่องเที่ยวเมืองหลัก รับคูปองสนับสนุน 1,500 บาท/วัน ท่องเที่ยวเมืองรอง รับคูปองเพิ่ม 2,000 บาท/วัน คาดว่าจะลงทะเบียนเดือนต.ค.2026 โครงการงดใช้สิทธิในช่วง 15 ธ.ค.26-15 ธ.ค.27 ซึ่งเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่นอยู่แล้ว รัฐบาลคาดว่า โครงการไทยเที่ยวไทยพลัส จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบประมาณ 5.5-6.0 หมื่นล้านบาท โดยเน้นกระจายไปยังผู้ประกอบการฐานรากและรายย่อย มองบวกเล็กน้อยต่อกลุ่มท่องเที่ยว บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส มีความเห็นเชิงกลยุทธ์ เป็นข่าวบวกเล็กๆ กับกลุ่มท่องเที่ยว และไม่ได้เป็นข่าวใหม่ เนื่องจากมีการกล่าวถึงโครงการนี้มาหลายเดือนแล้ว ประกอบกับการอุดหนุนค่าที่พักน้อยลงจากปีก่อน ส่วนที่จะได้ประโยชน์จะเป็นผู้ประกอบการท่องเที่ยวรายย่อยมากกว่า กลุ่มหุ้นที่ได้อานิสงค์ ได้แก่ โรงแรม (หุ้นเด่นที่ได้รับ Sentiment บวกเป็น ERW, CENTEL เนื่องจากมีรายได้จากโรงแรมในประเทศเป็นสัดส่วนสูง อย่างไรก็ตาม ผลดีน่าจะไม่ได้มีนัยสำคัญมากนัก เพราะรอบนี้ให้ค่าที่พักลดลงเป็น 1,500 บาท/คืน ซึ่งลดลงจากครั้งก่อนที่ 3,000 บาท/คืน), สปา (หุ้นเด่น SPA), สถานีบริการน้ำมัน (หุ้นเด่น PTG จากการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศโดยรถยนต์น้ำมัน/ไฮบริดที่มากขึ้น ส่วน OR มีความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายรีแบรนด์/หรือตั้งสำรองปิดกิจการในกัมพูชา), สนามบินและสายการบิน (หุ้นเด่น AOT, AAV, BA) ERW รับอานิสงส์โรงแรม - CENTEL ได้ประโยชน์จากร้านอาหาร บล.ดาโอ (ประเทศไทย) มองเป็นบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยวจากโครงการไทยเที่ยวไทยพลัสจานวน 1 ล้านสิทธิ ะช่วยหนุนให้เกิดการท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นได้ ถึงแม้ว่าค่าที่พักรอบนี้ลดลงเหลือ 1,500 บาท (แบบไม่ต้องจ่ายคนละครึ่งกับรัฐ) ซึ่งน้อยกว่ารอบก่อนๆที่เคยให้ที่ 3,000 บาทต่อคืน (แบบจ่ายคนละครึ่งกับรัฐ) คาดว่าจะช่วยหนุนโรงแรมที่มีห้องพักราคาประมาณ 1,500-3,000 บาทต่อคืนได้มากขึ้น ซึ่งเรามองว่าจะเป็นบวกต่อ ERW มากที่สุด เพราะมีโรงแรมระดับ Economy (ADR ราว 1,500-2,000 บาท) และ Midscale (ADR ราว 3,000-3,500 บาท) เยอะ (ibis, Mercure, Novotel) ขณะที่รอบนี้มีการให้ Voucher (จ่ายคนละครึ่ง) เพิ่มขึ้นมากถึง 1,500 บาท สำหรับเมืองหลัก และ 2,000 บาท สำหรับเมืองรอง (จากเดิมที่ 500 บาท) ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนให้ธุรกิจอาหารมีโอกาสเติบโตได้ดี โดย มองว่า CENTEL จะมีโอกาสได้ประโยชน์จากร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการนี้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้ได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์จากธุรกิจโรงแรมที่ได้ส่วนลดค่าที่พักเช่นกัน Q4/69 จับตากำไรกลุ่มท่องเที่ยวโตแรง คาดว่า 4Q26E จะเห็นกำไรของกลุ่มท่องเที่ยวจะเติบโตได้ทั้ง YoY/QoQ ได้จากมาตรการไทยเที่ยวไทยพลัสและการเข้าสู่ช่วง Highseason รวมถึงมีหลาย event ที่เข้ามาช่วยหนุนอีกมาก หุ้นที่ได้รับประโยชน์โดยเรียงลำดับตามสัดส่วนโรงแรมในประเทศจากมากไปน้อย ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT, SHR ด้านหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก Voucher ที่ปรับเพิ่มขึ้น ได้แก่ หุ้นกลุ่มร้านอาหาร โดยเรียงลำดับจากจานวนสาขาจากมากไปน้อย ได้แก่ M, ZEN, CENTEL, MAGURO และกลุ่มธุรกิจสปา ได้แก่ SPA กลุ่มท่องเที่ยว ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนเป็น “มากกว่าตลาด” โดยยังชอบ CENTEL (ซื้อ/เป้า 48.00 บาท) จาก RevPAR เดือน ก.ค.-ส.ค. 26 ไม่รวมดูไบเพิ่มขึ้น +8% YoY ขณะที่ Onthe book ใน 3Q26E เพิ่มขึ้น +8% YoY โดยไทย +13% YoY, มัลดีฟส์ +35% YoY แต่ญี่ปุ่น -12% YoY และดูไบ -25% YoY ส่วน On the book ใน 4Q26E RevPAR เพิ่มขึ้นถึง double digit growth YoY จากไทย (+13% YoY), มัลดีฟส์ (+40% YoY) และญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น +18% YoY ทำให้คาดว่าแนวโน้มกำไร 4Q26E จะฟื้นตัวเด่น ด้าน Valuation ซื้อขายที่ EV/EBITDA เพียง 13x เทียบเท่า -0.50SD ย้อนหลัง 8 ปี และยังชอบ ERW (ซื้อ/เป้า 4.20 บาท) จากยอด On the book ใน 3Q26E RevPAR ยังเติบโตได้อีกราว +5% YoY จากฐานต่ำ ขณะที่ช่วง 4Q26E จะมีงาน event อย่าง World Bank and IMF meetings เดือน ต.ค. 26 และ Tomorrowland เดือน ธ.ค. 26 ซึ่งมียอดจองเข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย Occ. Rate สูงถึง 80% แล้ว โดยปัจจุบันซื้อขาย PER ที่ 20x จากค่าเฉลี่ยที่ราว 25x สำหรับกลุ่ม Food & Beverage ยังให้น้ำหนักเป็น “เท่ากับตลาด” ยังเลือก MAGURO (ซื้อ/เป้า 28.00 บาท) เป็น Top pick คาดกำไรปกติ 3Q26E ทำ ATH จากรายได้ขยายตัวจากการขยายสาขา, คาด SSSG ติดลบลดลง, GPM ขยายตัว จาก product mix ที่ดี ขึ้น โดย Kaiten Sushi Ginza Onodera ตอบรับดีมาก ด้าน 4Q26E คาดกำไรโตต่อ YoY, QoQ จากรายได้ทำ ATH โดยรับรู้รายได้จาก Kaiten Sushi Ginza Onodera และร้านหลายเต็มไตรมาส นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์จากมาตรการไทยเที่ยวไทยพลัสคาดช่วยหนุน SSSG ปรับตัวเพิ่มขึ้น อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |