| YLG-ฮั่วเซ่งเฮง-MTS Gold ประสานเสียงมุมมองเชิงบวกต่อทองคำ มองผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ลุ้นทองโลกทดสอบ 5,000 ดอลลาร์/ออนซ์ ชูจังหวะราคาย่อตัวเป็นโอกาสสะสม ด้านสมาคมค้าทองฯ เตรียมหารือคลังปลายเดือน ค้านเก็บภาษีทอง-ผลักดันไทยสู่ Gold Hub YLG มองทองคำพ้นจุดต่ำสุด ลุ้นทะลุ 5,000 ดอลลาร์ ชี้จังหวะย่อ 4,100-4,300 ดอลลาร์ น่าสะสม นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือ YLG เปิดเผยว่า ราคาทองคำได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในช่วง 3,940 - 3,950 ดอลลาร์/ออนซ์ และปัจจุบันกำลังทดสอบแนวต้านใหม่ 4,500 ดอลลาร์/ออนซ์ หากผ่านไปได้อาจไปถึง 4,850 จนถึงต้นๆ 5,000 ดอลลาร์/ออนซ์ โดยมีปัจจัยสนุน คือการลดการพึ่งพิงดอลลาร์ (De-dollarization) ของกลุ่ม BRICS และประเทศโลกที่สาม เป็นแรงกดดันต่อดอลลาร์และส่งผลดีต่อราคาทอง ประกอบกับการเลือกตั้งสหรัฐฯ ครั้งหน้าและความนิยมของโดนัลด์ ทรัมป์ที่เริ่มลดลง อาจส่งผลต่อการอนุมัติงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งอาจทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงได้ นอกจากนี้หนี้ของสหรัฐฯ และภาวะเงินเฟ้อยังคงเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ซัพพอร์ตราคาทองคำในระยะยาว อีกทั้งปัจจุบันธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มกลับเข้ามาซื้อทองคำเพื่อเป็นทุนสำรองอีกครั้งในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ส่วนปัจจัยลบที่ทำให้ราคาทองคำไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงระดับสูงสุดเดิม เพราะนโยบายดอกเบี้ยของเฟด (Fed) ซึ่งยังมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทำให้นักลงทุนหันไปลงทุนในพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า นอกจากนี้ยังมีปัจจัยกดดันหากราคาน้ำมันแพงขึ้น ผู้คนอาจต้องนำเงินไปใช้จ่ายกับค่าครองชีพแทนการลงทุน การไหลออกของเงินจากกองทุนทองคำ SPDR เป็นต้น สำหรับทองคำไทย คาดว่าแนวต้านสูงสุดในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 77,000 บาท โดยในปีนี้คงไม่เห็นระดับ 82,000 บาท อีกครั้ง ส่วนจุดต่ำสุดที่น่าเข้าสะสมอยู่ที่ประมาณ 61,000 - 62,000 บาท โดยแนวโน้มปี 2570 มีโอกาสที่จะเห็นทองคำทำจุดสูงสุดเดิมได้ โดยเฉพาะในช่วงหลังไตรมาสที่ 2 ของปีหน้า ซึ่งขึ้นอยู่กับการปรับเปลี่ยนนโยบายของเฟดในช่วงหลังเดือนมีนาคม กลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้เข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัวลงมาที่ระดับ 4,100 - 4,300 ซึ่งเป็นจุดที่น่าสนใจและคาดว่าราคาจะไม่ย่อลงไปลึกกว่านี้มากนัก โดยแนะนำให้มีทองคำในพอร์ต 5% - 15% ตามความเสี่ยงที่รับได้ โดยในช่วงที่ราคาย่อตัวสามารถขยายสัดส่วนไปถึง 15% ได้ ทั้งนี้แนะนำแบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วนเพื่อความสบายใจในการลงทุน ได้แก่:ลงทุนระยะยาว, ลงทุนระยะกลาง, เทรดทำกำไรระยะสั้น เพื่อดึงกำไรออกมาในกรณีที่ติดดอยในส่วนอื่น ส่วนผู้ที่ติดดอย หรือถือทองในราคาสูงอยู่ แนะนำว่าหากไม่มีเงินเย็นเติม ให้ใช้ความอดทนรอเพราะเชื่อว่าทองยังมีโอกาสไปต่อได้ในอนาคต แต่ถ้ามีงบประมาณเพิ่ม ให้ใช้วิธีทยอยสะสมและเทรดระยะสั้นควบคู่กันไป ฮั่วเซ่งเฮง ชูเป้าทองคำ 5,000 ดอลลาร์ แนะสะสมช่วงราคาย่อ ชูผลตอบแทนเฉลี่ย 15% ต่อปี นายธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง เปิดเผยถึงแนวโน้มและกลยุทธ์การลงทุนในทองคำ โดยยังคงเป้าหมายราคาทองคำปีนี้ไว้ที่ประมาณ 4,900 - 5,000 ดอลลาร์/ออนซ์ หากราคาสามารถทะลุแนวต้านสำคัญที่ 4,500 ดอลลาร์/ออนซ์ ขึ้นไปได้ จะถือว่าทิศทางทองคำกลับมาเป็นขาบวกอย่างชัดเจน โดยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่ประมาณ 4,100 ดอลลาร์/ออนซ์ ด้านราคาในประเทศคาดการณ์เป้าหมายราคาเงินบาทอยู่ที่ประมาณ 74,000 - 75,000 บาท โดยปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อราคาทองคำในช่วงปลายปีคือการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Election) ของสหรัฐฯ ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันจำเป็นต้องควบคุมอัตราเงินเฟ้อและราคาน้ำมันไม่ให้สูงเกินไป รวมถึงพยายามพยุงไม่ให้ดอกเบี้ยปรับขึ้น ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ นอกจากนี้ ยังเห็นแรงซื้ออย่างต่อเนื่องจากธนาคารกลางต่าง ๆ อย่างจีนที่ซื้อทองคำเพิ่มถึง 20 ตันในเดือนก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อลดบทบาทของเงินดอลลาร์สหรัฐลง ทั้งนี้สถิติผลตอบแทนและการเติบโตในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา การลงทุนทองคำในประเทศไทยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 16.4% ในขณะที่ตลาด Gold Spot อยู่ที่ประมาณ 14.5% สำหรับในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ฮั่วเซ่งเฮงคาดการณ์ผลตอบแทนเฉลี่ยจะยังคงอยู่ในระดับที่ดีที่ประมาณ 15% ต่อปี ทำให้ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจทั้งสำหรับการเก็บออมระยะยาวและการเก็งกำไรระยะสั้น ทั้งนี้หลังจากราคาทำจุดสูงสุดใหม่ (All-time high) ในช่วงต้นปีและมีการปรับลดลงมา ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการปรับฐานเพื่อขยับขึ้น จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มกลับมาสะสมทองคำอีกครั้ง โดยเน้นการซื้อในช่วงที่ราคาย่อตัวลง MTS Gold มองทองคำพ้นจุดต่ำสุด ลุ้นแตะ 5,000 ดอลลาร์ปีนี้-ทองไทยปี 70 แตะ 8 หมื่นบาท นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก หรือ MTS Gold ยืนยันว่าราคาทองคำได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว (Bottom Out) และโอกาสเห็นราคาลดลงไปต่ำกว่าระดับเดิมนั้นเป็นไปได้ยากมาก โดยในช่วงที่ผ่านมามองว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น สงคราม ไม่น่าจะเลวร้ายไปกว่าที่เป็นอยู่ เมื่อไม่มีข่าวร้ายใหม่ ๆ ที่รุนแรงกว่าเดิม ราคาทองคำจึงไม่มีปัจจัยกดดันให้ลดต่ำลงไปอีก โดยปัจจุบัน หากมีข่าวร้ายทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น ข่าวเหล่านั้นกลับจะส่งผลบวกต่อทองคำ โดยจะทำให้ทองคำกลายเป็นพระเอก หรือสินทรัพย์ปลอดภัยที่น่าสนใจยิ่งขึ้นในสายตานักลงทุน นอกจากนี้ตลาดทองคำได้เปลี่ยนจุดโฟกัสจากเรื่องสงครามมาเป็นเรื่องอัตราดอกเบี้ยแทน ซึ่งตัวเลขทางเศรษฐกิจล่าสุด เช่น CPI (ดัชนีราคาผู้บริโภค), PPI (ดัชนีราคาผู้ผลิต) และยอดค้าปลีก (Retail Sales) ต่างออกมาแย่ลง ซึ่งเป็นตัวยืนยันว่าเฟดไม่น่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก ปัจจัยนี้จึงช่วยพยุงและผลักดันราคาทองคำไม่ให้ตกต่ำลง สำหรับเป้าหมายราคาโลก (Gold Spot) ปีนี้เชื่อว่าราคามีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 5,000 ดอลลาร์/ออนซ์ โดยปลายปีนี้คาดว่าจะเห็นราคาเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 73,000 - 74,000 บาท ต่อบาททองคำส่วนปี 2570 มีโอกาสที่จะได้เห็นราคาทองไทยแตะระดับ 80,000 บาท ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนในช่วงปลายไตรมาสที่ 1/70 ปัจจัยบวกและปัจจัยลบ ทั้งนี้เริ่มเห้นเทรนด์คนย้ายเงินลงทุนจาก Bitcoin กลับเข้าสู่ทองคำมากขึ้น ด้านพฤติกรรมนักลงทุนคนรุ่นใหม่ เข้ามาเทรดทองผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้นเช่นกัน สมาคมค้าทอง จ่อถกคลังปลายเดือน ค้านเก็บภาษีทอง หวังดันไทยสู่ Gold Hub นอกจากนี้นพ.กฤชรัตน์ ในนามสมาคมค้าทองคำ ยังเปิดเผยอีกว่ามีกำหนดเข้าพบและหารือกับกระทรวงการคลังในช่วงปลายเดือนนี้ โดยมีประเด็นสำคัญที่จะนำเสนอ ได้แก่ คัดค้านการเก็บภาษีทองคำ โดยสมาคมฯ มองว่าไม่ควรมีการจัดเก็บภาษีทองคำ ยกบทเรียนจากปี 2540 ที่เคยมีการเก็บแล้วต้องยกเลิกไปในปี 2541 เพราะทองคำถือเป็นเงินตรา (Currency) ประเภทหนึ่ง ซึ่งการปลดภาษีในอดีตทำให้ธุรกิจทองคำไทยเติบโตกว่า 1,000% การผลักดันเป็น Gold Hub โดยประเทศเพื่อนบ้านและคู่แข่งอย่างสิงคโปร์และฮ่องกง ต่างยกเว้นภาษีเพื่อดึงดูดเม็ดเงินและมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางทองคำ ไทยซึ่งมีอุตสาหกรรมทองคำที่แข็งแกร่งระดับโลก (อันดับ 3-4 ในภูมิภาค) ควรได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อให้แข่งขันได้ ให้ความสำคัญต่อเศรษฐกิจ (GDP) เนื่องจากธุรกิจทองคำสร้างกระแสเงินหมุนเวียน (Cash Flow) มหาศาลและมีส่วนสำคัญต่อ GDP ของประเทศ (ยอดนำเข้า-ส่งออกสูงเป็นอันดับ 2) การออกมาตรการภาษีหรือกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเกินไปอาจเป็นการ "คุมกำเนิด" อุตสาหกรรมที่กำลังไปได้ดี "หากภาครัฐกังวลเรื่องเงินนอกระบบหรือ เงินเทา ควรไปแก้ที่ต้นทาง ไม่ใช่มาคุมที่ปลายทางด้วยการออกกฎหมายที่กระทบต่อผู้ประกอบการที่ทำถูกกฎหมาย" นพ.กฤชรัตน์กล่าว อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |