| ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยคดี Barcode และ QR Code บนบัตรเลือกตั้งปี 2569 ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และไม่ละเมิดสิทธิผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ชี้การจะเชื่อมโยงตัวบุคคลกับผลลงคะแนนต้องอาศัยข้อมูลจากบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้งประกอบกัน ซึ่งบุคคลภายนอกเข้าถึงได้ยาก พร้อมแนะ กกต.กำหนดรูปแบบบัตรและมาตรการจัดเก็บที่รัดกุม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้ง ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ ลงมติ และอ่านคำวินิจฉัยในคดีเรื่องพิจารณาที่ ต.30/2569 กรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับระบบรหัสแท่ง (Barcode) และ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง สามารถสืบย้อนไปถึงตัวคนกาได้หรือไม่ เข้าข่ายทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยนัดออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยในเวลา 14.00 น. สืบเนื่องจากปรากฏภาพจากสื่อหลายสำนัก หลังปิดหีบเลือกตั้งและอยู่ระหว่างการนับคะแนนในช่วงเย็นถึงค่ำวันที่ 8 ก.พ. 2569 ปรากฏว่ากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ชูบัตรเลือกตั้งขึ้นมานับ แต่มีแถบบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ และคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต ทำให้สาธารณชนเกิดความสงสัยเป็นอย่างมาก เพราะในการเลือกตั้งหลายครั้งก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จากนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนและฝ่ายต่าง ๆ รวม 22 เรื่อง ก่อนส่งเรื่องพร้อมความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดการเลือกตั้ง สส. เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 โดยจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด โดยผู้ร้องระบุว่า รูปแบบบัตรเลือกตั้งดังกล่าวอาจสืบทราบและตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า ผู้ลงคะแนนเป็นใครและลงคะแนนให้ใคร ส่งผลให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ ขัดต่อรัฐธรรมนูญหลายมาตรา เช่น มาตรา 4, 25, 32, 34, 50 (7), 83 วรรคสอง, 85, 95 และมาตรา 224 ทั้งนี้ มีการไต่สวนพยาน 5 ปาก ได้แก่ 1. นางนิตรีญา รัตนทัศนีย์ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการ สำนักงาน กกต. 2. นายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง สำนักงาน กกต. 3. นายภาคภูมิ ภูอุดม กรรมการบริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) 4. นางกัญญาณัฐ พิกุลทอง กรรมการบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด และ 5. นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. นอกจากนี้ ยังอนุญาตให้นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. เข้าร่วมสังเกตการณ์ไต่สวน และว่าที่ ร.ต. ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. สาธิตกระบวนการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง ก่อนนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ ลงมติ และอ่านคำวินิจฉัยในวันนี้ (28 ก.ย.) ทั้งนี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยในคดีเรื่องพิจารณาที่ ต.30/2569 กรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับระบบรหัสแท่ง (Barcode) และ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง สามารถสืบย้อนไปถึงตัวคนกาได้หรือไม่ เข้าข่ายทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยมีรายละเอียดว่า ในบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต กำหนดเป็นหมายเลขเล่มที่ปรากฏบนต้นขั้ว เมื่อจับคู่พบผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 20 ราย คิวอาร์โค้ดเกิดขึ้นได้เฉพาะ 20 ราย ที่ได้รับบัตรเล่มเดียวกันและเลือกคนเดียวกัน โดยบัตรแบบแบ่งเขตไม่สามารถเชื่อมโยงได้โดยตรง เฉพาะรายมีความเป็นไปได้น้อยมาก จึงยากที่จะบ่งชี้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ดังนั้น คิวอาร์โค้ดจึงไม่สามารถสืบทราบผู้ลงคะแนนและผลลงคะแนนนั้นได้ ขณะที่บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อนั้น เมื่อตรวจสอบแล้ว ฟังได้ว่าการจัดเก็บเอกสารบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง มีความปลอดภัยเพียงพอ และ กกต. ประจำจังหวัดไม่สามารถเข้าถึงบัตรต้นขั้ว ส่วนที่สแกนบาร์โค้ดได้หรือไม่นั้น ในเวลานับคะแนนเลือกตั้ง บุคคลภายนอกใช้โทรศัพท์สแกนบาร์โค้ดถึงต้นขั้ว การที่บุคคลภายนอกจะจับคู่เอกสารทั้ง 3 อย่าง เพื่อระบุตัวตนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทำได้โดยต้องกระทำร่วมกับ กปน. หรือ ผอ. สำนักงาน กกต. ประจำจังหวัด จึงจะเข้าถึงทั้ง 3 อย่างได้ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประกอบกับมาตรการรักษาความปลอดภัยของบัตร ต้นขั้ว และบัญชี มีการจัดเก็บแยกกันเด็ดขาด ภายใต้สถานการณ์ที่บุคคลภายนอกรวบรวมเอกสารทั้ง 3 อย่างได้ยาก จึงฟังไม่ได้ว่าบุคคลภายนอกสามารถระบุตัวตนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ ข้อกล่าวอ้างฟังไม่ขึ้น การจัดเก็บบัตรบาร์โค้ด ต้นขั้ว และบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีมาตรการรักษาความปลอดภัยเพียงพอ บุคคลภายนอกหรือเจ้าหน้าที่จะเข้าถึงเอกสารทั้ง 3 อย่างเพื่อระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิ เป็นไปได้ยาก การใช้บาร์โค้ดเป็นมาตรการเพื่อป้องกันบัตรปลอม การควบคุมจำนวนบัตร การป้องกันการใช้บัตรข้ามเขต และควบคุมกระบวนการจัดพิมพ์ มาตรการดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้การบริหารจัดการเลือกตั้งบริสุทธิ์ เที่ยงธรรม และจัดการเลือกตั้งภายในเวลาที่กำหนด แม้การควบคุมจะกระทำด้วยวิธีอื่น เช่น พิมพ์ลายน้ำหรือรหัสพิเศษ แต่การใช้บาร์โค้ดเป็นเทคนิคที่ทำให้การเลือกตั้งมีประสิทธิภาพ บรรลุวัตถุประสงค์ของการเลือกตั้ง ตรวจสอบบัตรเป็นรายใบ ตั้งแต่จัดพิมพ์จนถึงเลือกตั้ง ทำให้บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อมีขนาดที่ยาวขึ้น ฉะนั้น การกำหนดให้มีมาตรการอื่นเพื่อป้องกันการทุจริตเลือกตั้งหรือปลอมแปลง ไม่อาจถือเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอว่าการใช้บาร์โค้ดสมควรเกิดเหตุ เมื่อพิจารณาการใช้บาร์โค้ดกับผลกระทบต่อการเลือกตั้งโดยลับ หรือสิทธิเลือกตั้งและเสรีภาพของประชาชน เห็นว่าการบริหารโดยรวม การใช้บาร์โค้ดควบคุมบัตรเลือกตั้ง มิใช่ข้อมูลที่แสดงให้เห็นโดยตรงว่าลงคะแนนให้พรรคใด การทำให้ทราบผลลงคะแนนของบุคคลใดนั้นต้องมีข้อมูลหรือกระบวนการอื่นเชื่อมโยงรหัสประจำบัตร ต้องอาศัยเอกสาร 3 ส่วน ได้แก่ บัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จึงต้องพิจารณาการจัดเก็บประกอบด้วยกัน พิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงรับได้ว่าบุคคลใดหรือหน่วยงานใดนำบัตรเลือกตั้งไปเชื่อมโยงกันเพื่อสืบทราบผลการลงคะแนน ทำให้ทราบได้ว่าผู้ร้องเรียนหรือประชาชนลงคะแนนให้ผู้สมัครหรือพรรคใด ข้อกล่าวหาของผู้ร้องจึงไม่เพียงพอ ไม่เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือละเมิดสิทธิประชาชนตามมาตรา 50 (7), 83 วรรคสอง และมาตรา 85 อนึ่ง การกำหนดบาร์โค้ดไม่เป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ แต่ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นถึงผลกระทบต่อความไว้วางใจต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น ผู้ถูกร้องทั้งสามควรกำหนดรูปแบบการจัดพิมพ์บัตร ป้องกันการปลอมแปลงและทุจริต โดยไม่ใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ใดที่เชื่อมโยงข้อมูลหรือผลการออกเสียง และควรกำหนดวิธีการจัดเก็บบัตรให้มีมาตรการรัดกุมเข้มงวดเป็นการเฉพาะ ไม่ให้มีการกระทำผิดกฎหมาย อาศัยเหตุดังกล่าว วินิจฉัยว่าการใช้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดไม่มีปัญหาด้วยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 (7), 83 วรรคสอง และ 85 ไม่เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้ร้องเรียนหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง |