| AURA โชว์ผลงานครึ่งปีแรก 69 แกร่ง รายได้จากการดำเนินงานแตะ 29,701.3 ลบ. เพิ่มขึ้น 67.9% ด้านกำไรสุทธิอยู่ที่ 928.5 ล้านบาท เติบโต 22.0% รับแรงหนุนจากธุรกิจ Modern Gold และธุรกิจขายฝากทองคำ “ทองมาเงินไป” ระบุพอร์ตลูกหนี้ขายฝากทะลุ 10,500 ลบ. ทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยรับไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 67.0% นายอนิพัทย์ ศรีรุ่งธรรม ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาด บริษัท ออโรร่า ดีไซน์ จำกัด (มหาชน) หรือ AURA เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกปี 2569 บริษัทมีรายได้จากการดำเนินงาน 29,701.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12,010.9 ล้านบาท หรือ 67.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรขั้นต้น 2,651.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.1% และกำไรสุทธิ 928.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.0% จากการเติบโตของธุรกิจหลัก ควบคู่กับการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ แรงส่งสำคัญมาจากทุกกลุ่มธุรกิจ โดยรายได้จาก Modern Gold ช่วง 6 เดือนแรกอยู่ที่ 28,333.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 69.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้จากเครื่องประดับเพชรและ Design Gold อยู่ที่ 679.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.3% และรายได้ดอกเบี้ยรับจากธุรกิจขายฝากทองคำเพิ่มขึ้น 74.4% สู่ 687.8 ล้านบาท สะท้อนการเติบโตของทั้งธุรกิจค้าปลีกทองคำและธุรกิจขายฝากทองคำ สำหรับไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ ยังมีรายได้จากการดำเนินงาน 13,933.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเติบโตของ Modern Gold และธุรกิจขายฝากทองคำ แม้เผชิญความผันผวนของราคาทองคำ และอยู่ในช่วงฤดูกาลที่ชะลอตัวของธุรกิจค้าปลีกทองคำ ไฮไลต์สำคัญยังคงเป็นธุรกิจขายฝากทองคำภายใต้แบรนด์ “ทองมาเงินไป” โดยพอร์ตลูกหนี้ขายฝาก ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 เพิ่มขึ้นสู่ 10,502.8 ล้านบาท เติบโต 14.9% จากไตรมาสก่อน และ 59.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดรับกับการขยายเครือข่ายสาขาเป็น 667 สาขา เพิ่มขึ้น 120 สาขาจากปีก่อน ช่วยขยายการเข้าถึงบริการและฐานลูกค้า ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยรับในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นเป็น 361.8 ล้านบาท เติบโต 67.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 11.0% จากไตรมาสก่อน ตอกย้ำบทบาทของ “ทองมาเงินไป” ในฐานะหนึ่งใน Growth Engine สำคัญของ AURA อย่างไรก็ตาม ช่วงปลายไตรมาส 2 ราคาทองคำมีการย่อตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากราคาทองคำในประเทศช่วงครึ่งปีแรกเคยขึ้นไปทำระดับสูงสุดประมาณ 81,850–81,950 บาท ก่อนปรับลงมาปิดสิ้นเดือนมิถุนายนบริเวณ 64,050 บาท โดยเฉพาะเดือนมิถุนายนที่ราคาทองคำแท่ง 96.5% เคลื่อนไหวในกรอบกว้างระหว่าง 62,500–69,850 บาทต่อบาททองคำ สะท้อนความผันผวนในระดับสูง โดยบริษัทรับรู้ผลกระทบทางบัญชีจากการประเมินมูลค่าสินค้าคงเหลือตามหลักราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (Net Realizable Value: NRV) แล้วแต่ราคาใดจะต่ำกว่า ส่งผลให้กำไรขั้นต้นไตรมาส 2 อยู่ที่ 1,035.0 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 7.4% ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 228.4 ล้านบาท ปรับลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ดี บริษัทระบุว่าการตั้งค่าเผื่อดังกล่าว เป็นการปรับมูลค่าตามมาตรฐานการบัญชี ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานจากธุรกิจปกติและไม่กระทบต่อกระแสเงินสดของบริษัท นายอนิพัทย์ กล่าวว่า “แม้ไตรมาส 2 จะเผชิญความผันผวนและการปรับตัวลงของราคาทองคำ แต่ผลกระทบหลักมาจากการประเมินมูลค่าสินค้าคงเหลือตามมาตรฐานบัญชีและไม่กระทบต่อกระแสเงินสด ขณะที่ภาพรวม 6 เดือนแรก AURA ยังสร้างการเติบโตได้แข็งแกร่งทั้งรายได้ กำไรขั้นต้น และกำไรสุทธิ สะท้อนพื้นฐานธุรกิจและความสามารถในการบริหารจัดการท่ามกลางสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ขณะเดียวกัน AURA ยังคงบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายต่อรายได้รวม และสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง โดย ‘ทองมาเงินไป’ ยังคงเป็นหนึ่งใน Growth Engine สำคัญ พอร์ตลูกหนี้ขายฝากทะลุ 10,500 ล้านบาท และรายได้ดอกเบี้ยรับเติบโตในระดับสูง ทำสถิติสูงสุดใหม่ บริษัทจึงยังมองเห็นโอกาสในการขยายฐานลูกค้าและต่อยอดธุรกิจ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงและต้นทุนอย่างรัดกุม เพื่อสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาว ทั้งนี้ ในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าขยายพอร์ตลูกหนี้ขายฝากสู่ระดับ ไม่น้อยกว่า 12,000 ล้านบาท พร้อมแผนขยายสาขาเพิ่มมากกว่า 200 สาขา เพื่อรองรับการเติบโตและเพิ่มการเข้าถึงลูกค้า โดยตั้งเป้ามีสาขาภายใต้การบริหารของ AURA รวมมากกว่า 800 สาขาทั่วประเทศ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมองจากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่เผยแพร่ล่าสุด ที่เกี่ยวกับหุ้น บริษัท ออโรร่า ดีไซน์ จำกัด (มหาชน) หรือ AURA จาก efin.finance ดังนี้ ที่มา : บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.ทิสโก้ ปัจจัยบวก -
คาดการณ์ผลประกอบการผ่านจุดต่ำสุดในช่วง Q2/69 และมีแนวโน้มฟื้นตัว QoQ ในช่วง Q3/69 เนื่องจากปัจจัยฤดูกาล เสถียรภาพของราคาทองคำที่ดีขึ้น รวมถึงการระบายต้นทุนสต็อกราคาสูงออกไปเกือบทั้งหมดแล้ว (บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.ทิสโก้) -
พอร์ตสินเชื่อและธุรกิจ "ทองมาเงินไป" ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและทำ New High โดยคาดรายได้ดอกเบี้ยใน Q2/69 อยู่ที่ 338 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.0% YoY ตามพอร์ตสินเชื่อที่ขยายตัวแตะระดับ 10,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนกำไรระยะยาว (บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.ทิสโก้) -
คาดการณ์รายได้และกำไรสุทธิปี 2569 ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยประเมินกำไรสุทธิไว้ที่ประมาณ 1,727 ล้านบาท หรือเติบโตราว 18% YoY จากแรงหนุนของธุรกิจสินเชื่อ (บล.ทิสโก้) -
ภาพรวมกำไรสุทธิช่วง 1H/69 ยังคงเติบโตได้ดีในระดับ 22% YoY แม้จะได้รับผลกระทบชั่วคราวจากความผันผวนของราคาทองคำ (บล.ทิสโก้) -
สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ต่อยอดขายใน Q2/69 มีแนวโน้มลดลงเหลือ 4.8% (ลดลง 120 bps YoY) จากผลของการเกิด Operating Leverage ตามฐานสาขาที่เพิ่มขึ้น (บล.ทิสโก้) -
ผลกระทบจากการตั้งค่าเผื่อการลดมูลค่าสินค้าคงเหลือ (NRV) เป็นเพียงรายการทางบัญชีที่ไม่ใช่เงินสด (Non-cash item) และมีโอกาสบันทึกกลับมาเป็นกำไรหากราคาทองคำปรับตัวฟื้นขึ้น (บล.ทิสโก้) ปัจจัยลบ -
ผลประกอบการ Q2/69 มีแนวโน้มอ่อนแอและทำจุดต่ำสุดในรอบหลายไตรมาส โดยคาดการณ์กำไรสุทธิไว้ที่ 87 - 235 ล้านบาท ลดลงประมาณ 35.1% - 87.6% YoY และ 66.4% - 87.6% QoQ (บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.ทิสโก้) -
อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ถูกกดดันอย่างหนักจากราคาทองคำที่ปรับตัวลดลงรวดเร็ว ทำให้ต้องมีการตั้งสำรอง NRV ราว 160 ล้านบาท ในช่วง Q2/69 จากต้นทุนสต็อกราคาสูง (บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.ทิสโก้) -
อัตรากำไรสุทธิ (NPM) ใน Q2/69 มีแนวโน้มปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 1.9% จากระดับ 4.2% ใน Q2/68 และ 4.5% ใน Q1/69 (บล.ทิสโก้) -
มีการปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 - 2570 ลงราว 10% - 13% เพื่อสะท้อนสมมติฐาน GPM ที่ลดลงมาอยู่ที่ 7.8% - 8.6% และมูลค่าพอร์ตสินเชื่อทองมาเงินไปที่อาจเติบโตชะลอลงตามทิศทางราคาทองคำ (บล.ทิสโก้) -
ความเสี่ยงหลักในอนาคตยังมาจากความผันผวนของราคาทองคำในตลาดโลก และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่อาจปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการเงิน (บล.ทิสโก้) ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |