| ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงปิดลบต่อเนื่องในวันอังคาร (1 ก.ย.) ท่ามกลางแรงเทขายพันธบัตรทั่วโลกที่รุนแรงและราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมาปะทุอีกครั้ง ส่งผลให้ความหวังว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านจะคลี่คลายลงในเร็ว ๆ นี้ลดน้อยลง ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 52,766.88 จุด ร่วง 419.02 จุด (-0.79%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,631.47 จุด ลดลง 54.67 จุด (-0.71%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 26,099.77 จุด ลดลง 271.11 จุด (-1.03%) ตลาดถูกกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กลับมาตึงเครียดระลอกใหม่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล หรือบอนด์ยีลด์ทั่วโลกพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี เนื่องจากตลาดเพิ่มคาดการณ์ว่า บรรดาธนาคารกลางอาจต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อรับมือเงินเฟ้อ โดยบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นมาตรวัดสำคัญ ยังคงขยับขึ้น หลังแตะระดับสูงสุดในรอบ 19 เดือนเมื่อวันจันทร์ (31 ส.ค.) รอสส์ เมย์ฟิลด์ นักวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุนจาก Baird กล่าวว่า "หลังจากเควิน วอร์ชส่งสัญญาณในเชิงคุมเข้มนโยบายเมื่อวันศุกร์ การโจมตีอิหร่านก็เกิดขึ้นตามมา ขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดเข้าสู่โหมด risk-off ขณะที่การซื้อขายในตลาดใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์" ปัจจัยด้านฤดูกาลอาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่กดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยตามสถิตินั้น เดือนก.ย. เป็นเพียงเดือนเดียวที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบนับตั้งแต่ปี 1926 ตามข้อมูลของ Fisher Investments ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก Finaeon เมย์ฟิลด์ยังระบุว่า "ในอดีตเดือนก.ย. เป็นเดือนที่แย่ที่สุด และแย่กว่าเดือนอื่น ๆ มาก โดยเฉพาะในปีที่มีการเลือกตั้งกลางเทอม เดือนนี้มักเป็นช่วงเวลาที่ความกังวลและความไม่แน่นอนทางการเมืองเริ่มส่งผลกดดันต่อตลาดหุ้น" ด้านสถานการณ์ในตะวันออกกลางล่าสุด สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านทางอากาศระลอกใหม่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ อาจประกาศมาตรการคว่ำบาตรธนาคารรอบใหม่ต่ออิหร่าน เพื่อบีบคั้นเศรษฐกิจต่อผู้นำอิหร่าน ขณะที่อิหร่านเตือนว่าจะขัดขวางการส่งออกน้ำมันจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย การสู้รบที่ทวีความรุนแรงขึ้นส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น และสร้างความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ เพียงไม่กี่วันหลังจากเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ กล่าวว่า จะเดินหน้าลดเงินเฟ้อให้เข้าสู่เป้าหมายของเฟด ขณะนี้ตลาดการเงินให้น้ำหนักราว 68.2% ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมนโยบายการเงินเดือนก.ย. เพิ่มขึ้นจาก 39.6% เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน ตามข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด พบว่าผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) ของสหรัฐฯ เดือนก.ค. อยู่ที่ 7.271 ล้านตำแหน่ง ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ว่าจะอยู่ที่ 7.330 ล้านตำแหน่ง แต่เพิ่มขึ้นจากเดือนมิ.ย. ซึ่งถูกปรับลดลงมาอยู่ที่ 7.182 ล้านตำแหน่ง จากเดิมที่รายงานไว้ 7.359 ล้านตำแหน่ง ขณะที่ข้อมูลดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) บ่งชี้ว่ากิจกรรมภาคการผลิตกำลังสูญเสียแรงส่ง และการใช้จ่ายด้านการก่อสร้างที่อยู่อาศัยกำลังลดลง โดยข้อมูลทั้งหมดสะท้อนถึงแรงกดดันจากราคาที่อยู่ในระดับสูง ข้อจำกัดด้านอุปทาน และความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีนำเข้าและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม - ในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มของดัชนี S&P 500 พบว่า กลุ่มพลังงานเป็นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น ขณะที่กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยลดลงมากที่สุด - ดัชนี Dow Jones Transportation Average ซึ่งถือเป็นมาตรวัดภาวะเศรษฐกิจ ปรับตัวลง 2.5% และเป็นหนึ่งในดัชนีที่ร่วงลงมากที่สุดของวัน - ดัชนี Philadelphia SE Semiconductor Index ปรับตัวลง 2.1% โดยหุ้นทุกตัวที่เป็นองค์ประกอบของดัชนีปรับตัวลดลง ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 14,380 ล้านหุ้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยช่วง 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 15,350 ล้านหุ้น - ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในสัดส่วน 2.8 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ 143 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 410 ตัว - ตลาดหุ้นแนสแดคมีหุ้นบวก 1,258 ตัว และหุ้นลบ 3,523 ตัว โดยมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวก ในสัดส่วน 2.8 ต่อ 1 หุ้น - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 9 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 13 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 30 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 161 ตัว ที่มา Reuters อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |