| ผู้ว่า ธปท. ชี้ SME จ้างงาน 13.6 ล้านคน แต่สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง เหตุ Credit Cost สูง-ไร้ประวัติถูกปฏิเสธ 78% เตรียมเปิด 3 กลไก “SME Portal-ค้ำประกันสินเชื่อ-Data Bureau” ตั้งเป้าดันทุนถึง SME ที่มีศักยภาพ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในการปาฐกถาพิเศษหัวข้อSMEs แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคตว่า ในปีนี้ธปท.คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 2.3% ซึ่งแม้ดีกว่าที่ประเมินไว้ แต่ยังถือว่าต่ำเกินไป เพราะไทยควรสามารถเติบโตได้ในระดับ 3-4% “ทุกครั้งที่เกิดวิกฤต เศรษฐกิจไทยจะมีอัตราการเติบโตลดลงเป็นลำดับ จากในอดีตที่เคยเติบโต 7-8% ต่อปี หลังวิกฤตการเงินปี 2540 การเติบโตลดลงเหลือประมาณ 5.3% และหลังโควิด-19 เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.4% ต่อปีสำหรับปีนี้ เดิม ธปท. คาดเศรษฐกิจไทยจะเติบโตประมาณ 1.8-1.9% แต่จากมาตรการของรัฐบาลที่เข้ามาช่วยประคองเศรษฐกิจ ทำให้คาดว่าการเติบโตจะอยู่ที่ประมาณ 2.3% การเติบโตระดับ 2% หมายถึงรายได้ของครัวเรือนและผู้ประกอบการเติบโตเพียงประมาณ 2% แต่ไม่เพียงพอ เพราะรายจ่ายเติบโตเร็วกว่ารายได้”นายวิทัย กล่าว โดยปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ได้เกิดจากปัจจัยด้านการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างอื่น ๆ ทั้งเสถียรภาพทางการเมือง ระบบการศึกษา สังคมสูงวัย และปัญหาเงินเทา ซึ่งส่งผลต่อศักยภาพการเติบโตของประเทศ ขณะที่ปัญหาของกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เป็นหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญที่ ธปท. ให้ความสนใจและต้องเร่งแก้ไข เนื่องจาก SME เป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่ปัจจุบันกลับเผชิญปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและต้นทุนทางการเงินที่สูง ทั้งนี้ ปัญหาเชิงโครงสร้างด้านการเงินที่ ธปท. ให้ความสำคัญมี 4 ด้าน ได้แก่ 1.หนี้ครัวเรือน 2.การเข้าถึงสินเชื่อของ SME และรายย่อย 3.ความเหลื่อมล้ำทางการเงิน โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยที่สูง และ 4.เงินเทา ที่ใช้ช่องทางของสถาบันการเงิน ทั้งเงินสด บัญชีธนาคาร และ Payment Gateway เพื่อทำธุรกรรมที่ไม่ถูกต้อง SME จ้างงาน 13.6 ล้านคน แต่สินเชื่อติดลบ 16 ไตรมาส สำหรับ เหตุผลที่ ธปท. ให้ความสำคัญกับ SME เนื่องจากเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อการจ้างงาน โดยมีการจ้างงานประมาณ 13.6 ล้านคน หรือราว 70% ของการจ้างงานทั้งหมด และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 35% ของ GDP อย่างไรก็ตาม สินเชื่อ SME หดตัวต่อเนื่องถึง 16 ไตรมาส สะท้อนถึงความอ่อนแอของภาคธุรกิจ และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ต่ำกว่าศักยภาพ ขณะเดียวกัน SME ยังเผชิญความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ โดยพบว่า SME ที่เริ่มต้นธุรกิจใหม่จะเหลือรอดเพียงประมาณ 50% ภายใน 10 ปี และเหลือเพียงประมาณ 30% เมื่อผ่านไป 25 ปี อีกทั้งการเติบโตของธุรกิจเริ่มชะลอตัวลงหลังดำเนินกิจการประมาณ 5 ปี ขณะที่ปัญหาหนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง SME รายใหม่ถูกปฏิเสธสินเชื่อ 78% หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ SME อ่อนแรง คือการเข้าไม่ถึงสินเชื่อ โดยแม้ความต้องการสินเชื่อของ SME จะเพิ่มขึ้น แต่สถาบันการเงินยังมีข้อจำกัดในการปล่อยกู้ เนื่องจากมี Credit Cost สูง โดยเฉพาะ SME รายใหม่ที่ไม่เคยมีประวัติสินเชื่อ พบว่าถูกปฏิเสธสินเชื่อสูงถึง 78% ขณะที่แม้แต่ SME ที่มีศักยภาพก็ยังเข้าถึงสินเชื่อได้ไม่มากนัก ในกลุ่ม SME ที่มีศักยภาพสูงสุด 30% พบว่ามีเพียง 21% ที่สามารถเข้าถึงสินเชื่อจากระบบธนาคารพาณิชย์ ขณะที่ยังต้องแบกรับต้นทุนดอกเบี้ยสูงกว่าบริษัทขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพใกล้เคียงกัน “สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่สินเชื่อที่ติดลบต่อเนื่อง แต่คือ SME ที่มีศักยภาพดีก็ยังกู้ไม่ได้ และรายที่ไม่มีประวัติยิ่งเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก แม้จะกู้ได้ก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูง” นายวิทัยกล่าว ธปท. ไม่สามารถช่วย SME ได้ทุกราย เพราะการแก้ปัญหา SME จำเป็นต้องดำเนินการทั้งฝั่ง Real Sector และระบบการเงิน โดยธนาคารพาณิชย์ต้องพยายามส่งสินเชื่อไปยัง SME ที่มีศักยภาพ ขณะที่ธุรกิจที่ไม่สามารถแข่งขันหรือเป็น Zombie Firm อาจต้องปล่อยให้ปรับตัวหรือออกจากตลาด ในกลุ่ม SME ที่ยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อ พบว่ามากกว่าครึ่งยังมีศักยภาพ และหากได้รับเงินทุนที่เหมาะสมจะสามารถพัฒนาขีดความสามารถและกลับมาเติบโตได้ “เราไม่สามารถช่วยบริษัททุกรายได้ บางรายมีกำไรแต่เติบโตลดลงก็อาจช่วยได้ บางรายเติบโตแต่กำไรลดลงก็อาจต้องใช้วิธีช่วยอีกแบบหนึ่ง ต้องยอมรับความจริงว่าเราไม่สามารถช่วยทุกคนได้” นายวิทัย กล่าว ธปท. เดินหน้า 3 กลไก ปลดล็อกสินเชื่อ SME สำหรับแนวทางต่อไป ธปท. เตรียมผลักดัน 3 กลไกสำคัญ เพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของ SME ซึ่งจะเริ่มออกได้ตั้งแต่เดือนธ.ค.ปีนี้ ถึงปี 2570 ได้แก่ 1. SME Credit Portal โดยธปท. เตรียมเปิด SME Credit Portal ในช่วงเดือนธ.ค.นี้ เพื่อทำหน้าที่เป็นตลาดกลางสินเชื่อเชื่อมโยง SME ที่ต้องการเงินทุนกับสถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงิน เพื่อให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น 2. กลไกค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่ ซึ่งธปท. เตรียมสร้างกลไกแชร์ความเสี่ยงด้านเครดิต เพื่อให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยสินเชื่อแก่ SME ที่มีศักยภาพมากขึ้น โดยออกแบบกลไกค้ำประกันรูปแบบใหม่ และใช้แหล่งเงินจากการลดเงินนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) รวมถึงการลดเงินนำส่งของกองทุนสำหรับธนาคารรัฐ คาดว่ากลไกดังกล่าวจะสามารถช่วยให้เกิดสินเชื่อใหม่ได้ประมาณ 100,000 ล้านบาทต่อปี และหากรวมกับกลไกของ บสย.อีก 100,000 ล้านบาท จะส่งผลให้เกิดการปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ถึง 200,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ ธปท. ตั้งเป้าเสนอรายละเอียดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาภายใน 3-4 เดือน และคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ในปีหน้า 3. Data Bureau ใช้ Alternative Data ปลดล็อกสินเชื่อ โดยธปท. ยังเดินหน้าร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำ Data Bureau เพื่อรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลที่สามารถนำมาใช้วิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ประกอบการ โดยจะให้ความสำคัญกับ Alternative Data หรือข้อมูลทางเลือก เพื่อช่วยประเมินความสามารถของผู้กู้ที่ไม่มีประวัติสินเชื่อในระบบ เช่น พฤติกรรมการชำระเงินและข้อมูลทางธุรกิจ ซึ่งจะช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าและ SME รายย่อยมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น “เรื่อง Alternative Data มีการพูดถึงมาหลายปี แต่ยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยหวังว่าจะสามารถเดินหน้าได้ในปีหน้า ซึ่งเรื่องนี้กระทรวงการคลังจะเป็นเจ้าภาพหลัก”นายวิทัย กล่าว สำหรับปัญหาเงินเทา ธปท. มองว่าการนำประชาชนและผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบสินเชื่ออย่างถูกต้อง จะช่วยให้สามารถเห็นพฤติกรรมทางการเงินได้ชัดเจนขึ้น และช่วยตรวจสอบธุรกรรมที่ผิดปกติ เช่น การซื้อทองคำหรือการซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลประเภท USDT ในลักษณะที่ผิดปกติ ทั้งนี้ ธปท. คาดหวังว่า 3 กลไกดังกล่าวจะเริ่มเห็นความคืบหน้าตั้งแต่ปลายปีนี้ต่อเนื่องถึงปีหน้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรสินเชื่อให้เข้าถึง SME ที่มีศักยภาพ และช่วยให้ภาคธุรกิจกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |