| ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแดนลบในวันจันทร์ (31 ส.ค.) ท่ามกลางการซื้อขายที่ผันผวนตลอดเดือนส.ค. โดยราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นล่าสุดหลังสงครามในตะวันออกกลางกลับมาปะทุสร้างความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และหนุนความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจใช้นโยบายการเงินเข้มงวดขึ้น ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 53,185.90 จุด ลดลง 374.09 จุด (-0.70%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,686.14 จุด ลดลง 25.62 จุด (-0.33%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 26,370.89 จุด ลดลง 31.53 จุด (-0.12%) บรรยากาศการลงทุนถูกบดบังหลังราคาน้ำมันพุ่งขึ้น และส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น โดยบอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิง เพิ่มขึ้น 3.6 เบซิสพอยต์ สู่ระดับ 4.758% หลังจากก่อนหน้านี้แตะ 4.768% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค. 2025 โดยตลอดเดือนส.ค. อัตราผลตอบแทนปรับขึ้น 1.5 จุด ขณะที่นักลงทุนประเมินการส่งสัญญาณที่เข้มงวดของเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จากการกล่าวสุนทรพจน์เมื่อวันศุกร์ในการประชุมแจ็กสัน โฮล แม้ตลาดโดยรวมจะเผชิญแรงเทขายตลอดเดือนส.ค. แต่ดัชนีหุ้นหลักของสหรัฐฯ ยังปรับตัวขึ้น โดยดัชนีแนสแดคเพิ่มขึ้นคิดเป็นเปอร์เซ็นต์มากที่สุดในเดือนนี้จากกระแสลงทุนในหุ้นปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ยังแข็งแกร่ง แม้ตลาดจะเผชิญแรงกดดันในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ปีเตอร์ ทูซ ประธาน Chase Investment Counsel ให้ความเห็นว่า "ตลาดรับรู้สิ่งที่วอร์ชกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขณะนี้ตลาดให้น้ำหนักโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนก.ย. มากขึ้น” และเพิ่มเติมว่า "เมื่อรวมกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังดำเนินอยู่ ประกอบกับเป็นช่วงสัปดาห์ก่อนเข้าสู่วันแรงงานของสหรัฐฯ ความเคลื่อนไหวในตลาดอาจผิดไปจากปกติ จึงไม่ใช่วันที่เหมาะที่จะเข้าซื้อหุ้น” ด้านประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียนของอิหร่าน กล่าวว่า อิหร่านยังคงต้องการหาทางออกผ่านการเจรจา หลังเกิดการโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ และความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก สถานการณ์ที่ยังไร้ทางออกและการปิดช่องแคบฮอร์มุซยังสร้างความกังวลว่า แรงกดดันขาขึ้นของราคาพลังงานอาจลุกลามไปสู่ภาวะเงินเฟ้อเชิงระบบในวงกว้าง ซึ่งอาจกดดันให้เฟดต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วสุดในการประชุมเดือนก.ย. โดยข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME บ่งชี้ว่า ตลาดการเงินสะท้อนการคาดการณ์ว่า มีโอกาสมากกว่า 65% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมนโยบายการเงินเดือนก.ย. พอล โนลต์ ที่ปรึกษาระดับอาวุโสด้านการบริหารความมั่งคั่งและนักกลยุทธ์ตลาดของ Murphy & Sylvest กล่าวว่า “นักลงทุนกลับมาทบทวนถ้อยแถลงของวอร์ชในการประชุมแจ็กสัน โฮล รวมถึงนัยต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ หากเฟดไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนก.ย. ผมคิดว่าตลาดจะตอบสนองอย่างรุนแรง เพราะนักลงทุนได้ปรับตัวรับความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยมาระยะหนึ่งแล้ว” ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม - หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นมากที่สุด (+2.10%) ในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มของดัชนี S&P 500 โดยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น ขณะที่กลุ่มสาธารณูปโภคปิดลบ 1.18% หลังการแก้ไขร่างกฎหมายในวุฒิสภารัฐแคลิฟอร์เนียไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงด้านความรับผิดจากไฟป่าของผู้ให้บริการโครงข่ายไฟฟ้ามากนัก - ในบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงาน พบว่า หุ้น Halliburton และ Valero Energy ต่างปรับขึ้น 1.9% ส่วนหุ้น PG&E ในกลุ่มสาธารณูปโภคดิ่ง 20.1% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงในวันเดียวมากที่สุดในรอบกว่า 6 ปี - หุ้น GameStop เพิ่มขึ้น 2.9% หลังบริษัทเปิดเผยว่าจะชำระหนี้ประมาณ 27% ของโครงการแลกเปลี่ยนหนี้มูลค่า 1,400 ล้านดอลลาร์ที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ด้วยเงินสด แทนการออกหุ้นใหม่ ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการลดสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมเพิ่มเติม ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 15,650 ล้านหุ้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยช่วง 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 15,580 ล้านหุ้น - ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในสัดส่วน 1.95 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ 112 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 234 ตัว - ตลาดหุ้นแนสแดคมีหุ้นบวก 1,859 ตัว และหุ้นลบ 2,931 ตัว โดยมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวก ในสัดส่วน 1.58 ต่อ 1 หุ้น - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 5 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 11 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 40 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 146 ตัว ที่มา Reuters อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |