อิหร่านพร้อมรับมือสงคราม จุดเสี่ยงราคาน้ำมันพุ่ง
อิหร่านส่งสัญญาณชัดเจนว่าพร้อมรับมือกับสงครามที่เข้มข้นขึ้น และจะตอบโต้ด้วยการโจมตีที่รุนแรงกว่าเดิม หากสหรัฐฯ ยังเดินหน้าโจมตีดินแดนและโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านต่อไป ขณะที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเพิ่มความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อทั่วโลก รวมถึงต้นทุนพลังงานของไทยที่อาจปรับสูงขึ้นตามไปด้วย
เจ้าหน้าที่อาวุโสของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านซึ่งไม่เปิดเผยชื่อ ระบุว่าเตหะรานไม่มีแผนที่จะยอมจำนนต่อการปิดล้อมทางเรือและการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอเมริกา แม้เศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบหนักขึ้น แต่ผู้นำอิหร่านมองว่าสงครามกับสหรัฐฯ เป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของประเทศ จึงจำเป็นต้องสู้ต่อไปมากกว่ายอมถอย
แรงกดดันต่อสหรัฐฯ และตลาดพลังงานโลก
การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันสะท้อนความกังวลของตลาดต่อการหยุดชะงักของอุปทานพลังงาน โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนขยายการปรับขึ้นในปีนี้เป็นประมาณ 65% ขณะที่ราคาดีเซลในสหรัฐฯ แตะระดับสูงสุดเมื่อสัปดาห์ก่อน สถานการณ์นี้เพิ่มแรงกดดันต่อประธานาธิบดีทรัมป์ให้หาทางยุติความขัดแย้ง ซึ่งไม่เป็นที่นิยมในหมู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมวันที่ 3 พ.ย.
นักวิเคราะห์ของ Bloomberg Economics มองว่า ผู้นำอิหร่านเชื่อว่ารัฐบาลทรัมป์ตอบสนองต่อการข่มขู่และการยกระดับความตึงเครียดเท่านั้น อีกทั้งยังประเมินว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มีความอ่อนไหวต่อสงครามที่ยืดเยื้อในช่วงก่อนเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งอาจทำให้การเผชิญหน้าแบบตาต่อตาไม่จบลงง่าย ๆ และส่งผลให้ราคาพลังงานยืนในระดับสูง
ผลกระทบต่อเงินเฟ้อและนโยบายการเงิน
เมื่อราคาน้ำมันและพลังงานปรับสูงขึ้น ย่อมมีโอกาสผลักดันต้นทุนการผลิตและการขนส่งในหลายประเทศ ทำให้ อัตราเงินเฟ้อทั่วโลก มีแนวโน้มเร่งตัว และอาจบีบให้ธนาคารกลางหลายแห่งต้องทบทวนนโยบายการเงินอย่างระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังเปราะบางจากปัจจัยด้านอุปสงค์และการเติบโต
สำหรับไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจทำให้ต้นทุนการนำเข้าเพิ่มขึ้น และส่งแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อภายในประเทศ แม้ยังไม่มีตัวเลขชัดเจน แต่ความผันผวนของราคาพลังงานอาจกระทบต่อภาคการผลิต การบริโภค ค่าเงินบาท และดุลบัญชีเดินสะพัด นักลงทุนจึงควรติดตามทิศทางราคาน้ำมันและท่าทีของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างใกล้ชิด
สินทรัพย์ปลอดภัยอาจได้ประโยชน์
ในภาวะที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงขึ้น นักลงทุนมักโยกเงินไปยัง สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ ซึ่งมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลอาจถูกกดดันจากแรงคาดการณ์เงินเฟ้อ เนื่องจากผลตอบแทนที่แท้จริงอาจลดลง อย่างไรก็ตาม ทิศทางของราคาทองคำและพันธบัตรยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งการตอบสนองของธนาคารกลางและความเป็นไปได้ของการเจรจาหรือการยกระดับความขัดแย้ง
- ราคาน้ำมัน มีโอกาสผันผวนสูงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
- เงินเฟ้อโลก อาจเร่งตัวหากต้นทุนพลังงานยังอยู่ในระดับสูง
- เศรษฐกิจไทย เสี่ยงต่อแรงกดดันด้านต้นทุนนำเข้าและค่าเงินบาท
- ทองคำ อาจเป็นทางเลือกของนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยง
โดยรวมแล้ว สถานการณ์ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของตลาดการเงินโลก นักลงทุนควรจับตาการเปลี่ยนแปลงของความขัดแย้ง ราคาน้ำมัน และนโยบายการเงินของประเทศหลักอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนและเศรษฐกิจในระยะต่อไป