สินค้าโภคภัณฑ์พุ่งรับตะวันออกกลาง ธนาคารโลกชี้กดดันเศรษฐกิจ

รูป สินค้าโภคภัณฑ์พุ่งรับตะวันออกกลาง ธนาคารโลกชี้กดดันเศรษฐกิจ

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -29 เม.ย. 69 14:14 น.


ธนาคารโลก (World Bank) เตือนแรงกระแทกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น กดการเติบโตของเศรษฐกิจเกิดใหม่ และหนุนราคาสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงน้ำมันเบรนท์ในปีนี้


ธนาคารโลกประเมินราคาสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มขึ้น 16%

ธนาคารโลกคาดว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นและการเติบโตลดลงในเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนา โดยในรายงานเกี่ยวกับแนวโน้มสินค้าโภคภัณฑ์ ธนาคารโลกระบุว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะเพิ่มขึ้น 16% ในปีนี้ ซึ่งนับเป็นการเพิ่มขึ้นรายปีครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2022


ราคาน้ำมันเบรนท์เฉลี่ยคาดว่าจะอยู่ที่ 86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในปีนี้ แม้ว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดให้บริการบางส่วนในเดือนหน้า ซึ่งสูงขึ้นจาก 65 ดอลลาร์ ในปี 2025 การหยุดชะงักของการเดินเรือที่เกิดขึ้นหลังการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน ทำให้การจัดส่งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ยูเรีย และวัตถุดิบอื่น ๆ ลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับขึ้น หากการหยุดชะงักยืดเยื้อ เบรนท์อาจอยู่ในช่วง 95 ถึง 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล


เศรษฐกิจเกิดใหม่เผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อ

ธนาคารระบุว่า หากสถานการณ์เป็นไปตามคาด เศรษฐกิจที่กำลังพัฒนาจะเติบโตประมาณ 3.6% ต่ำกว่าระดับ 4% ที่คาดไว้ในเดือนมกราคม ขณะที่อัตราเงินเฟ้อจะเฉลี่ยอยู่ที่ 5.1% สูงกว่าที่ประเมินไว้ก่อนเริ่มสงคราม


ธนาคารโลกกล่าวว่าการเติบโตจะชะลอตัว เนื่องจากครัวเรือนต้องจ่ายมากขึ้นสำหรับสิ่งจำเป็น ทำให้มีรายได้เหลือน้อยลงสำหรับสินค้าและบริการอื่น ๆ ขณะที่ธนาคารกลางในบางประเทศ เช่น ปากีสถานและฟิลิปปินส์ ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น


“ประชากรที่ยากจนที่สุด ซึ่งใช้สัดส่วนรายได้สูงสุดในการซื้ออาหารและน้ำมัน จะได้รับผลกระทบมากที่สุด เช่นเดียวกับประเทศกำลังพัฒนาที่มีหนี้สินหนัก” — Indermit Gill หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์


น้ำมัน ถ่านหิน และยูเรียมีแนวโน้มตึงตัว

นอกจากนี้ ธนาคารโลกคาดว่าผลผลิตน้ำมันทั่วโลกจะลดลง 1.5% ในปี 2026 ซึ่งจะเป็นการลดลงมากเป็นอันดับสามในรอบ 40 ปี ราคาถ่านหินคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 20% จากความพยายามหาทางเลือกแทนน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ส่วนราคายูเรีย ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับปุ๋ย คาดว่าจะสูงขึ้น 60% จากระดับในปี 2025

สำหรับราคาสินค้าอาหาร ธนาคารโลกคาดว่าในปี 2026 จะเพิ่มขึ้น 2% ซึ่งน้อยกว่าปี 2022 ขณะที่ความขัดแย้งครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอาหารรุนแรงขึ้นในอนาคต หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นในระยะยาว


สิ่งที่นักลงทุนและผู้ติดตามตลาดควรจับตา

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจเกิดใหม่ชัดเจนทั้งด้านการเติบโตและเงินเฟ้อ ขณะที่ผลกระทบต่อสินค้าโภคภัณฑ์มีตั้งแต่น้ำมัน เบรนท์ ถ่านหิน ไปจนถึงยูเรีย ซึ่งล้วนมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นจากภาวะอุปทานตึงตัว


นักลงทุนควรจับตาความผันผวนของราคาพลังงานและสินค้าเกษตร โดยเฉพาะหากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นนานกว่าคาด และติดตามการตอบสนองของธนาคารกลางในประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศที่เริ่มขึ้นดอกเบี้ยแล้ว เช่น ปากีสถานและฟิลิปปินส์


  • ติดตามสถานการณ์การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซว่าจะกลับมาเปิดบางส่วนตามคาดในเดือนหน้าหรือไม่
  • ติดตามทิศทางราคาน้ำมันเบรนท์ หากการหยุดชะงักยืดเยื้ออาจขยับไปช่วง 95-115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
  • ติดตามการตอบสนองของธนาคารกลางในประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะปากีสถานและฟิลิปปินส์
  • ปี 2026 ธนาคารโลกคาดการณ์ผลผลิตน้ำมันทั่วโลกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์

มุมมองตลาดและจุดที่ต้องติดตามต่อ

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อทิศทางสินค้าโภคภัณฑ์ เพราะส่งผลโดยตรงต่ออุปทานพลังงาน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบสำคัญอื่น ๆ หากแรงกดดันด้านการขนส่งและการผลิตยังยืดเยื้อ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อาจเคลื่อนไหวผันผวนต่อเนื่อง


ในฝั่งเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารโลกมองว่าเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะบั่นทอนกำลังซื้อและฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนาให้ชะลอลง ซึ่งเป็นประเด็นที่นักลงทุนในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ พลังงาน และสินทรัพย์เสี่ยงควรติดตามอย่างใกล้ชิด


ที่มา Wall Street Journal



แท็กที่เกี่ยวข้อง