| CPANEL มั่นใจผลงาน Q3/69 ดีกว่าไตรมาส 1-2 หลังเตรียมรับรู้รายได้จาก Backlog 1,301 ล้านบาท คาด H2 รับรู้ราว 10% ของงานในมือทั้งหมด ขณะที่เงินมัดจำลูกค้าเพิ่ม 19% แตะ 50.6 ล้านบาท สะท้อนออเดอร์ใหม่ต่อเนื่อง ทั้งอสังหาฯ งานภาครัฐ และนิคมอุตสาหกรรม มอง EEC ยังมีดีมานด์ Precast ตามการลงทุนอุตสาหกรรม นายชาคริต ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีแพนเนล จำกัด (มหาชน) หรือ CPANEL เปิดเผยในงาน Earnings Call ว่า บริษัทมั่นใจผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/2569 จะปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาส 1 และ 2 อย่างแน่นอน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการทยอยรับรู้รายได้จากงานในมือ (Backlog) ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1,301 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้จาก Backlog ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ประมาณ 10% ของงานในมือทั้งหมด ซึ่งจะช่วยให้ภาพรวมรายได้ในช่วงครึ่งปีหลังมีความชัดเจนมากขึ้น ขณะที่เงินมัดจำจากลูกค้าในช่วงที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 19% มาอยู่ที่ 50.6 ล้านบาท จาก 42.6 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 สะท้อนว่าบริษัทยังมีคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แม้ที่ผ่านมาอาจมีลูกค้าบางส่วนขอเลื่อนกำหนดส่งมอบงานออกไป สำหรับออเดอร์ใหม่ที่เข้ามา มีทั้งจากกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โครงการภาครัฐ และงานจากนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งบริษัทมองว่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตในระยะต่อไป ลุ้นงานรัฐหนุนดีมานด์ Precast สำหรับโครงการภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการ บ้านชาวไทย ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการในเฟสแรกจำนวน 5,000 ยูนิต และโครงการของการเคหะแห่งชาติ ซึ่งมีเป้าหมายเปิดบ้านรวม 13,000 ยูนิต ในช่วงปี 2569-2570 นั้น บริษัทมองว่าผลิตภัณฑ์ Precast ของ CPANEL สามารถตอบโจทย์โครงการที่ต้องการก่อสร้างอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันยังมีคุณภาพและช่วยบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการบ้านชาวไทยในเฟสแรก 5,000 ยูนิต ยังมีศักยภาพจากทำเลที่ตั้งที่ดี ขณะที่การเคหะแห่งชาติยังมีแผนดำเนินโครงการต่อเนื่อง โดยปีนี้ตั้งเป้าเปิดบ้านประมาณ 13,000 ยูนิต ครอบคลุม 8 ภารกิจ ซึ่งมีโอกาสใช้ผลิตภัณฑ์ Precast เข้ามาสนับสนุนการก่อสร้าง เหตุผลที่บริษัทให้ความสำคัญกับงานภาครัฐ เนื่องจากมองว่าในระยะยาวจะเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโต เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่และต้องการการก่อสร้างที่รวดเร็ว ซึ่งเป็นจุดแข็งของผลิตภัณฑ์ Precast EEC ยังมีดีมานด์ รับโรงงานทยอย Move in ด้านพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) บริษัทมองว่ายังมีโอกาสเติบโตจากการลงทุนภาคอุตสาหกรรม โดยโรงงานของ CPANEL ตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางของพื้นที่ EEC ทำให้สามารถบริหารต้นทุนด้านโลจิสติกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลังจากนี้คาดว่าจะเห็นภาพการลงทุนและโรงงานต่าง ๆ ทยอยเข้ามาเปิดดำเนินการ หรือ Move in มากขึ้น ซึ่งจะสร้างความต้องการที่อยู่อาศัยในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มบ้านเช่า เพื่อรองรับแรงงานและบุคลากรที่เข้ามาทำงานในพื้นที่ บริษัทมองว่าความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ Precast ยังคงสอดคล้องกับการลงทุนภาคอุตสาหกรรมใน EEC แม้ภาครัฐจะมีการควบคุมการลงทุนในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ก็ตาม ทั้งนี้ ยอมรับว่า ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดของบริษัทในรอบ 12 ปี โดยเฉพาะไตรมาส 2/2569 ที่ยอดขายปรับตัวลดลง แต่เป็นผลจากการเลื่อนส่งมอบงานออกไป ไม่ใช่การยกเลิกคำสั่งซื้อ สาเหตุสำคัญมาจากการบริหารต้นทุน หากต้นทุนมีการเปลี่ยนแปลงมาก บริษัทจำเป็นต้องส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้า ซึ่งลูกค้าเข้าใจสถานการณ์ดังกล่าว ขณะที่ในช่วงก่อนหน้านี้ตลาดคาดว่าราคาวัตถุดิบจะปรับตัวลดลง และปัจจุบันราคาก็เริ่มปรับลดลงตามคาด “ในไตรมาส 2 การที่ยอดขายลดลง เกิดขึ้นชั่วคราว ยืนยันว่าเป็นการเลื่อนการส่งมอบออกไปเท่านั้น ไม่ได้เกิดจากการควบคุมต้นทุนไม่ได้ หากต้นทุนเพี้ยนมาก เราจำเป็นต้องส่งผ่านต้นทุนต่อ ซึ่งลูกค้าเข้าใจในเรื่องนี้ แต่เรื่องหนึ่งที่ทุกคนเชื่อคือปลายปีราคาจะลง และก็ลงจริง ดังนั้นยืนยันว่าไม่มีใครยกเลิกคำสั่งซื้อ” นายชาคริต กล่าว ทั้งนี้ แนวโน้มราคาวัตถุดิบในปัจจุบันยังอยู่ในระดับทรงตัวถึงลดลง และยังไม่ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นของบริษัท สำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ บริษัทมองว่าสถานการณ์เริ่มมีสัญญาณเปลี่ยนแปลงในช่วงครึ่งปีหลัง โดยปัจจุบันสต๊อกคอนโดมิเนียมอยู่ที่ประมาณ 24 เดือน ซึ่งยังถือเป็นระดับปกติ หากลดลงต่ำกว่า 18 เดือนจึงจะถือว่าอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ในปีนี้คาดว่าจะเห็นการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมค่อนข้างมาก โดยจุดที่น่าสนใจคือผู้ประกอบการรายใหญ่ยังเป็นผู้เล่นหลักในตลาด ทำให้ตลาดมีลักษณะ Consolidation มากขึ้น และมีแนวโน้มเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้ บริษัทมองว่าตลาดที่อยู่อาศัยให้เช่าในภาคตะวันออกยังมีความแข็งแกร่ง สะท้อนถึงความต้องการของชาวต่างชาติที่ยังต้องการเข้ามาพำนักและทำงานในประเทศไทย ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนดีมานด์ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ EEC โดยภาพรวม CPANEL เชื่อว่า Backlog ที่อยู่ในระดับสูง เงินมัดจำลูกค้าที่เพิ่มขึ้น ทำเลโรงงานใน EEC และกำลังการผลิตที่พร้อมใช้งาน จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตและช่วยเพิ่มความชัดเจนของรายได้ในระยะต่อไป ส่วนโครงการ Jump+ ระบุถึงแผนธุรกิจในปี 2571 ดังนี้ บริษัทวางเป้าหมายยอดขายที่ 1,173 ล้านบาท โดยจะเพิ่มยอดขายอย่างก้าวกระโดด ผ่านการเพิ่มขีดความสามารถการผลิตและลดความสูญเสียในกระบวนการ เพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น อย่างน้อย 3-5% รวมถึงเพิ่มอัตราการส่งมอบตรงเวลาเป็น 95% เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้าโครงการ ลดปริมาณสต๊อกลง 20-30% เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและลดต้นทุนการถือครองสินค้า ยกระดับภาพลักษณ์ด้านเทคโนโลยี เพื่อเสริมความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนและคู่ค้ารายใหญ่ เป็นต้น ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |