ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดร่วงกว่า 1% หวั่นเงินเฟ้อพุ่ง หลังราคาน้ำมันดีดตัว

รูป ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดร่วงกว่า 1% หวั่นเงินเฟ้อพุ่ง หลังราคาน้ำมันดีดตัว

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -18 พ.ค. 69 6:30: น.

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดร่วงลงในวันศุกร์ (15 พ.ค.) โดยถูกกดันจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งนำไปสู่ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ส่งผลให้บอนด์ยีลด์ 10 ปีปรับตัวสูงขึ้นในรอบหนึ่งปี นำไปสู่การเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI เพื่อเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย

ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 49,526.17 จุด ลดลง 537.29 จุด (-1.07%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,408.50 จุด ลดลง 92.74 จุด (-1.24%) และดัชนีแนสแดค ปิดที่ 26,225.15 จุด ลดลง 410.08 จุด (-1.54%)

ดัชนีหลักทั้งสามดิ่งลงมากกว่า 1% เนื่องจากบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่พุ่งสูงขึ้นกลายเป็นตัวเลือกที่ดึงดูดใจมากกว่าสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งการเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนนี้สะท้อนถึงความกังวลของตลาดต่อราคาพลังงานที่ทะยานสูงขึ้นและปัญหาเงินเฟ้อในระยะยาว

ทั้งนี้ บอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นตัวชี้วัดต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลก แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2025 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดเผชิญความปั่นป่วนจากการประกาศภาษีนำเข้าของทรัมป์ ขณะที่บอนด์ยีลด์ทั่วโลกพุ่งขึ้นเช่นกันหลังมีข้อบ่งชี้ที่เด่นชัดขึ้นเกี่ยวกับความเสียหายทางเศรษฐกิจจากสงครามอิหร่าน

อย่างไรก็ดี ดัชนี S&P 500 ยังคงปิดบวกต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่เจ็ด ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องยาวนานที่สุดตั้งแต่ช่วงเดือนธ.ค. 2023 ซึ่งดัชนีบวกติดต่อกันเก้าสัปดาห์ ขณะที่ดัชนีแนสแดคและดาวโจนส์ปรับตัวลดลงในรอบสัปดาห์ โดยดัชนีแนสแดคจบสถิติปิดบวกติดต่อกันหกสัปดาห์

เคนนี พอลคารี หัวหน้านักยุทธศาสตร์การตลาดของ Slatestone Wealth กล่าวว่า “ตลาดเริ่มตระหนักแล้วว่า ราคาหุ้นพุ่งทะยานเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานไปมาก ที่ผ่านมานักลงทุนมองข้ามสัญญาณเตือนจากตลาดพันธบัตรและข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจ เนื่องจากมัวแต่ซื้อตามกระแสฟีเวอร์ของหุ้นกลุ่ม AI"

ตลาดถูกกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านแถลงตอบโต้กันไปมา ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนต่อสถานะข้อตกลงหยุดยิงของทั้งสองประเทศว่าจะยังคงดำเนินต่อไปหรือไม่ อีกทั้งยังทำให้ความหวังที่การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเป็นปกติลดน้อยลง

ขณะที่การพบปะกันระหว่างทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน สิ้นสุดลงโดยไม่มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากนัก และรัฐบาลจีนไม่ได้เสนอความช่วยเหลือที่ชัดเจนในการคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

ด้านนักวิเคราะห์ แมทธิว คีเตอร์ หุ้นส่วนผู้จัดการของ Keator Group ให้ความเห็นว่า "การที่ทั้งสองประเทศกลับมาเจรจากันในระดับผู้นำ แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี โดยปกติแล้ว การพบกันในลักษณะนี้มักตามมาด้วยข่าวเกี่ยวกับการประกาศข้อตกลงร่วมกัน แต่การประชุมรอบนี้ดูเหมือนจะเป็นเพียงการรีเซ็ตความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมากกว่า และไม่มีผลลัพธ์ระยะสั้นที่สามารถวัดผลเป็นตัวเลขได้ชัดเจน"

วันศุกร์ที่ผ่านมายังเป็นวันสุดท้ายในที่เจอโรม พาวเวลล์ ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งเป็นช่วงที่มีทั้งโรคระบาด เงินเฟ้อ รวมถึงการปรับขึ้นและลดอัตราดอกเบี้ย ด้านเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่จะต้องแบกรับภาระในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหากจำเป็น หากสงครามอิหร่านที่ยังคงยืดเยื้อนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่ยาวนาน

ข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group ระบุว่า ตลาดให้น้ำหนักที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนธ.ค. เกือบ 40% เพิ่มขึ้นจาก 13.6% เมื่อสัปดาห์ก่อน

ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม

- ในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P 500 พบว่า หุ้นกลุ่มพลังงานพุ่งขึ้น 2.3% ส่วนที่เหลือปิดลดลงทั้งหมด โดยหุ้นกลุ่มวัสดุและกลุ่มสาธารณูปโภคปิดลบมากที่สุด ที่ -2.74% และ -2.40% ตามลำดับ

- ดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟียดิ่งลง 4% หลังหุ้นกลุ่มที่เคยได้รับประโยชน์จากกระแสลงทุนในระบบคลาวด์และดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่สำหรับ AI ร่วงลง

- หุ้นNvidia และ AMD ร่วงลง 4.4% และ 5.7% ตามลำดับ ขณะที่ Intel ลดลง 6.2%

- หุ้น Microsoft ลดลงขึ้น 3.1% หลังจากมีการเปิดเผยข้อมูลการเข้าซื้อหุ้นครั้งใหม่ของบริษัทโดยกองทุน Pershing Square ของบิล แอคแมน

- หุ้น Dexcom พุ่งขึ้น 6.6% หลังจากบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์ประกาศว่าจะแต่งตั้งกรรมการอิสระเพิ่มสองรายและปรับปรุงบอร์ดบริหารร่วมกับ Elliott Investment Management

- หุ้น Ford ดิ่งกว่า 7.5% หลังพุ่งทะยานเกือบ 21% ในช่วงสองวันทำการก่อนหน้า จากความเชื่อมั่นในธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายนี้

ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย

- ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 19,320 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ย 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 18,130 ล้านหุ้น

- ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในสัดส่วน 3.38 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 128 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 187 ตัว

- ตลาดหุ้นแนสแดคมีหุ้นบวก 1,121 ตัว และหุ้นลบ 3,623 ตัว โดยมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในสัดส่วน 3.23 ต่อ 1 หุ้น

- ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 12 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 32 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 53 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 151 ตัว

ที่มา Reuters


แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reporting by

สุภัค โห้พึ่งจู

สุภัค โห้พึ่งจู

หัวหน้าส่วนงานข่าวต่างประเทศ สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย