| ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแดนบวกในวันศุกร์ (31 ก.ค.) โดยมีปัจจัยหนุนจากหุ้น Amazon หลังบริษัทรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะที่หุ้น Apple ร่วงลง เนื่องจากนักลงทุนผิดหวังผลประกอบการ ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 52,485.03 จุด เพิ่มขึ้น 276.97 จุด (+0.53%), ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,489.72 จุด เพิ่มขึ้น 52.09 จุด (+0.70%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 25,373.85 จุด เพิ่มขึ้น 251.68 จุด (+1.00%) ตลอดทั้งสัปดาห์ ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 1.05% ขณะที่แนสแดคเพิ่มขึ้น 1.59% หุ้น Amazon.com ปิดพุ่งขึ้นกว่า 15% หลังรายได้จากธุรกิจคลาวด์ไตรมาส 2 แข็งแกร่งสุดในรอบกว่า 4 ปี ขณะที่ตลาดคลายกังวลเกี่ยวกับการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์AI ที่อาจสูงเกินความจำเป็น หลังประกาศผลประกอบการของ Amazon และ Microsoft เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งตลอดเดือนที่ผ่านมา นักลงทุนกังวลว่าการลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน AI อาจต้องใช้เวลานานกว่าจะสร้างผลตอบแทน ส่งผลให้ตลาดทั่วโลกผันผวน และนำไปสู่ข้อสงสัยต่อบริษัทเทคโนโลยีที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของวอลล์สตรีท เจค ดอลลาร์ไฮด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Longbow Asset Management กล่าวว่า "ก่อนหน้านี้มีความกังวลว่า Amazon เดิมพันกับการใช้เงินลงทุนครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นการใช้จ่ายที่ไม่สมเหตุสมผล แต่แอนดี แจสซี ก็ได้คลายความกังวลเหล่านั้นลง" เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี S&P 500 ปิดเดือนก.ค. ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนก่อน ส่วนแนสแดคลดลง 3.2% อย่างไรก็ตาม ดัชนีทั้งสองยังคงปรับขึ้นราว 9% ในปีนี้ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่ากำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 ไตรมาส 2 จะพุ่งขึ้น 48% จากปีก่อน โดยมีหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ตามข้อมูลจากข้อมูลจาก LSEG I/B/E/S นอกจากนี้ การคาดการณ์ผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ประกอบกับการปรับตัวลงของราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 ซื้อขายที่ระดับ Forward P/E ราว 20 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 10 ปีที่ 19 เท่าเพียงเล็กน้อย ดัชนี S&P 500 Equal Weight ปรับขึ้นเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน เนื่องจากมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้น AI ขนาดใหญ่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งหุ้นกลุ่มดังกล่าวส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดในช่วงที่ผ่านมา ทางด้านเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ 3 คน ซึ่งลงมติไม่เห็นด้วยกับมติการประชุมล่าสุดของคณะกรรมการนโยบายการเงิน และสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ได้เรียกร้องให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อนำอัตราเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี เพิ่มขึ้น 0.054% สู่ระดับ 4.28% แต่ยังลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน ข้อมูลจาก CME FedWatch ระบุว่า ตลาดประเมินโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ย. อยู่ที่ 65% ลดลงจาก 82% เมื่อสัปดาห์ก่อน ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม - ดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟีย ปรับขึ้น 0.07% แต่ยังคงต่ำกว่าระดับปิดสูงสุดเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. อยู่ราว 20% - หุ้น Apple ร่วง 7.4% หลังบริษัทเตือนว่าปัญหาข้อจำกัดด้านอุปทานจะกระทบต่อการเติบโต ยิ่งเพิ่มความกังวลว่าการปรับขึ้นราคา iPhone เมื่อไม่นานมานี้อาจทำให้ความต้องการของผู้บริโภคอ่อนแอลง นอกจากนี้ การร่วงลงของหุ้น Apple ยังฉุดดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของ S&P 500 ปิดลบ 0.54% แม้ว่าหุ้นเทคโนโลยีอื่น ๆ จะปรับตัวขึ้นก็ตาม - หุ้น Microsoft ปรับขึ้น 3% ต่อเนื่องจากการพุ่งกว่า 15% เมื่อวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นการปรับขึ้นรายวันที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2008 หลังบริษัทคาดการณ์การเติบโตของธุรกิจคลาวด์ที่แข็งแกร่งกว่าตลาด - หุ้น Monolithic Power Systems พุ่งขึ้นกว่า 8% หลังบริษัทคาดการณ์รายได้ไตรมาส 3 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ - หุ้น GoDaddy ผู้ให้บริการจดทะเบียนชื่อโดเมน ร่วงเกือบ 17% หลังบริษัทปรับลดกรอบคาดการณ์รายได้ทั้งปี ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 20,600 ล้านหุ้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยช่วง 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 17,100 ล้านหุ้น - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 4 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 4 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 52 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 131 ตัว ที่มา Reuters ติดตามข้อมูล และข่าวสารอื่น ๆ ของ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" เพิ่มเติมได้ที่ :https://url.in.th/w-stock-news |