| นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.93 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.91 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ยังคงเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 32.85-32.95 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันบ้าง จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงทวีความร้อนแรงขึ้น จนทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทะลุโซน 101 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รวมถึงจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้างของเงินดอลลาร์ หลังบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นทดสอบโซน 4.85% ตามการประกาศแผนซื้อคืนบอนด์ของกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ด้วยวงเงินสูงสุดถึง 6 พันล้านดอลลาร์ ที่แม้จะสูงขึ้นจากช่วงก่อนหน้าถึง 3 เท่า แต่บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า ยอดการซื้อคืนดังกล่าวยังคงน้อยเกินไป อีกทั้งบอนด์ยีลด์ระยะยาวยังคงเผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงขึ้น ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง ตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ที่ถูกชะลอลง หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) และรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของสหรัฐฯ ในคืนนี้ ตามเวลาประเทศไทย บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงขึ้น นอกจากนี้ การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังได้สร้างแรงกดดันต่อบรรดาหุ้นเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Exxon Mobile +2.2% ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวลง -0.77% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.48% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลง -0.64% ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ดิ่งลงกว่า -1.41% หลังราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงขึ้น กอปรกับความกังวลต่อพัฒนาการของเงินเฟ้อฝั่งยุโรป ที่อาจส่งผลให้บรรดาธนาคารกลางหลัก อาทิ BOE และ ECB อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างขายหุ้นเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth ที่อ่อนไหวต่อแนวโน้มดอกเบี้ย อนึ่ง ตลาดหุ้นยุโรปพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 4.85% หลังผู้เล่นในตลาดต่างรู้สึกผิดหวังกับยอดการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่ประกาศออกมาล่าสุด กอปรกับ การปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาพลังงานยังคงสร้างแรงกดดันต่อบอนด์ยีดล์ระยะยาวผ่านความกังวลแนวโน้มเงินเฟ้อและโอกาสที่ FED จำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม แม้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่เป็นสิ่งที่เราประเมินไว้ว่าอาจเกิดขึ้นได้ โดยบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงที่จะปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 5.00% ได้ อย่างไรก็ตาม เราคงมองว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจากระดับบอนด์ยีลด์ระยะยาวปัจจุบัน สามารถรองรับความเสี่ยงในกรณีที่ FED อาจ เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้จริง ตามที่ตลาดกำลังคาดหวัง โดย FED อาจเลือกเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ในปีนี้ อีกทั้งระดับบอนด์ยีลด์ล่าสุดที่สูงเกิน 4.80% จะมี จุด Break-Even Yield (ระดับบอนด์ยีลด์ที่ทำให้ การถือครองจากระดับปัจจุบันจะเริ่มขาดทุนในภาพของผลตอบแทนรวม) ของบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่อาจสูงถึง 5.20%-5.30% และที่สำคัญ เรามองว่า การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในปีหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่ ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways โดยมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงอยู่ ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ยังคงเป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทรงตัวแถวโซน 98.8 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.6-98.9 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้บรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ซึ่งช่วยหนุนราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ได้บ้าง ทว่า ราคาทองคำยังคงเผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางและแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก ทำให้ราคาทองคำยังคงแกว่งตัวแถวโซน 4,440 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เดือนสิงหาคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อการตัดสินใจปรับนโยบายการเงินของ FED พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูล ตลาดบ้าน อย่าง ยอดขายมือสอง (Existing Home Sales) เดือนสิงหาคม และยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ส่วนทางฝั่งยุโรป ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่ ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยเรามองว่า ECB อาจพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย (Deposit Facility Rate) +25bps สู่ระดับ 2.50% ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อของยูโรโซน ที่ยังคงเผชิญความเสี่ยงด้านสูงจากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การปรับคาดการณ์เศรษฐกิจใหม่ของทาง ECB และถ้อยแถลงของประธาน ECB Christine Lagarde ที่จะทยอยรับรู้ในช่วงราว 19.45 น. ตามเวลาประเทศไทย เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB ในระยะข้างหน้า โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า ECB มีโอกาสราว 91% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ (รวมการปรับขึ้นในเดือนกันยายนที่ผู้เล่นในตลาดมั่นใจเกิน 100%) และยังคงประเมิน ECB อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 1-2 ครั้ง ในปี 2027 ทางฝั่งเอเชีย ในช่วงเช้าของวันศุกร์นี้ ราว 06.50 น. ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของญี่ปุ่น ในเดือนสิงหาคม เพื่อประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อของญี่ปุ่นและทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี รายงานยอดสต็อกน้ำมันคงคลังของสหรัฐฯ โดย EIA รวมถึงการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่อาจส่งผลต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้ สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในลักษณะ Sideways แต่อาจมีจังหวะอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม จากความกังวลสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน สร้างแรงกดดันต่อบรรดาสกุลเงินฝั่งเอเชีย โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่นำเข้าพลังงานสุทธิ นอกจากนี้ การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ อาจสร้างแรงกดดันต่อบอนด์ยีลด์ระยะยาวของไทยบ้าง และมีโอกาสกระตุ้นให้นักลงทุนต่างชาติบางส่วนอาจเลือกทยอยขายบอนด์ไทยออกมาบ้าง นอกเหนือจากความเสี่ยงที่นักลงทุนต่างชาติอาจขายหุ้นไทยเช่นกัน ในช่วงตลาดปิดรับความเสี่ยง ทั้งนี้ อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ต้องติดตามในช่วงนี้ คือ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) โดยหากเงินเยนญี่ปุ่นมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง อาจช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์และช่วยหนุนเงินบาทได้บ้าง ทั้งนี้ เรามองว่า ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทยังขาดปัจจัยหนุนฝั่งแข็งค่าที่ชัดเจน ทำให้ หากเงินบาทแข็งค่าขึ้น แต่อาจติดแถวโซนแนวรับ 32.85 บาทต่อดอลลาร์ ได้ อนึ่ง เราขอย้ำว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุม ECB (รับรู้ราว 19.15 น.) และรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของสหรัฐฯ (รับรู้ในช่วง 19.30 น.) ที่จะรับรู้ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน สร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้พอควร โดยหาก ECB ขึ้นดอกเบี้ยตามคาด แต่ไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจน ว่า พร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ ตามที่ตลาดกำลังคาดหวัง อาจกดดันให้ เงินยูโร (EUR) อ่อนค่าลง หนุนเงินดอลลาร์ สร้างแรงกดดันต่อเงินบาทได้เช่นกัน ซึ่งหาก ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าคาด ความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ จะยิ่งเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED หนุนการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พร้อมกดดันราคาทองคำและเงินบาทได้ไม่ยาก ทำให้เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ทดสอบหรือเข้าใกล้โซนแนวต้านถัดไป 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้ม “แข็งค่าขึ้น” แต่หากเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน จะเป็นการกลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ใน Time Frame รายสัปดาห์ (เงินบาทได้กลับมาอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเช่นกัน ใน Time Frame รายวัน หลังแข็งค่าทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ชัดเจน) มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.80-33.15 บาท/ดอลลาร์
|