กองทุนบำนาญญี่ปุ่นหวนซื้อ JGB รับยีลด์ 10 ปีพุ่ง 3%
กองทุนบำนาญเอกชนของญี่ปุ่นกำลังกลับมาเพิ่มการถือครองพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น หรือ JGB อีกครั้ง หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี พุ่งแตะ 3% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี และช่วยให้กองทุนจำนวนมากสามารถบรรลุอัตราผลตอบแทนเป้าหมายได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสินทรัพย์เสี่ยงมากเท่าเดิม
แรงซื้อดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของตลาดเงินญี่ปุ่น หลังจากหลายปีที่กองทุนบำนาญลดน้ำหนักพันธบัตรในประเทศเพราะอัตราดอกเบี้ยต่ำเกินไป ทว่าเมื่อยีลด์ปรับขึ้นมาสู่ระดับที่ตอบโจทย์ผลตอบแทนเชิงนโยบายมากขึ้น พันธบัตรในประเทศจึงกลับมาเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจอีกครั้ง ทั้งในแง่การบริหารความเสี่ยงและการรักษาเสถียรภาพของพอร์ตลงทุนระยะยาว
ผลสำรวจชี้ความต้องการ JGB เพิ่มขึ้นชัดเจน
ผลสำรวจของเจพีมอร์แกน แอสเซท แมเนจเมนต์ (ญี่ปุ่น) ที่เก็บข้อมูลจากผู้จัดการกองทุนบำนาญแบบกำหนดผลประโยชน์ 82 ราย ระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายน พบว่าส่วนต่างระหว่างผู้ที่วางแผนเพิ่มการถือครองพันธบัตรในประเทศกับผู้ที่วางแผนลดลงอยู่ที่ 8.6 จุดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งกว้างที่สุดนับตั้งแต่เริ่มสำรวจในปี 2551
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าเม็ดเงินของกองทุนบำนาญกำลังไหลกลับสู่ตลาดพันธบัตรญี่ปุ่นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนโอกาสของการถือครอง JGB ลดลงเมื่อเทียบกับอดีต กองทุนจำนวนมากมองว่าระดับผลตอบแทนปัจจุบันเพียงพอที่จะรองรับภาระจ่ายผลประโยชน์ในอนาคตได้ดีขึ้น
เหตุผลหลัก: บรรลุเป้าหมายผลตอบแทนได้ง่ายขึ้น
กองทุนบำนาญแบบกำหนดผลประโยชน์มีภาระต้องจ่ายผลประโยชน์ตามที่กำหนดไว้ล่วงหน้า จึงต้องตั้งสมมติฐานผลตอบแทนจากการลงทุน หรือ Assumed Rate of Return โดยทั่วไปมักอยู่ราว 2-3% เมื่อยีลด์พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีขยับขึ้นถึง 3% กองทุนเหล่านี้สามารถเข้าใกล้หรือบรรลุเป้าหมายได้โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยงอื่นมากนัก
นายอากิระ คุนิเคียว ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนของเจพีมอร์แกน แอสเซท แมเนจเมนต์ (ญี่ปุ่น) ระบุว่า แม้ยังมีความกังวลเรื่องมูลค่าพันธบัตรที่อาจลดลงเมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น แต่ความสนใจในกลยุทธ์ ถือพันธบัตรจนครบกำหนดอายุ กำลังเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกันในปีงบประมาณ 2568 ยังเห็นการถือครองพันธบัตรองค์กรที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้นด้วย
จากกระแสลดถือ JGB สู่การหวนกลับ
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การถือครอง JGB ของกองทุนบำนาญลดลงต่อเนื่องท่ามกลางยุคดอกเบี้ยต่ำของญี่ปุ่น สัดส่วนการถือครองพันธบัตรในประเทศในนโยบายสินทรัพย์ลดลงจาก 38% ในปี 2553 เหลือ 30% ในปี 2558 และลดลงต่อเป็น 19% ในปี 2563
เมื่อไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมจากพันธบัตรในประเทศได้ กองทุนจำนวนมากจึงหันไปลงทุนในพันธบัตรต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า หรือเลือกสินทรัพย์ทางเลือกอย่างโครงสร้างพื้นฐาน แต่เมื่อภาวะตลาดเริ่มเปลี่ยนไปและยีลด์ในญี่ปุ่นสูงขึ้น การกลับมาของเงินลงทุนใน JGB จึงเกิดขึ้นอีกครั้งอย่างเป็นธรรมชาติ
การแข่งขันจากบริษัทประกันชีวิตและการปรับเป้าหมายผลตอบแทน
อีกปัจจัยที่ทำให้การแข่งขันในตลาดพันธบัตรญี่ปุ่นทวีความรุนแรงขึ้น คือบัญชีทั่วไปของบริษัทประกันชีวิตที่ให้ผลตอบแทนแก่กองทุนบำนาญ ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่า 10% ของนโยบายสินทรัพย์ และส่วนใหญ่จัดสรรไปยังพันธบัตรในประเทศ การไหลเข้าของเงินจากกองทุนบำนาญ รวมถึงการลงทุนผ่านช่องทางดังกล่าว มีแนวโน้มดำเนินต่อไป
ผลสำรวจยังสะท้อนการปรับมุมมองต่อผลตอบแทนในระยะข้างหน้า โดย 37% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุอัตราผลตอบแทนเป้าหมายสำหรับปีงบประมาณ 2569 อยู่ระหว่าง 2% ถึงน้อยกว่า 2.5% ขณะที่ 51% ระบุอยู่ระหว่าง 2.5% ถึงน้อยกว่า 3% ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.28%
นอกจากนี้ยังมีผู้ตอบแบบสอบถาม 8% ที่ปรับเพิ่มอัตราผลตอบแทนเป้าหมายแล้ว และอีก 5% อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับเพิ่ม สะท้อนว่าความคาดหวังผลตอบแทนระยะยาวเริ่มหยุดลดลงและอาจกลับเข้าสู่ช่วงทรงตัว
เงินเฟ้อในประเทศอาจเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง
นายคุนิเคียวกล่าวด้วยว่า เมื่อเงินเฟ้อกลายเป็นเรื่องปกติในญี่ปุ่น ก็มีความเป็นไปได้ที่กองทุนบำนาญเอกชนจะเจรจากับบริษัทผู้สนับสนุนเพื่อปรับเพิ่มอัตราผลตอบแทนเป้าหมาย เพื่อป้องกันการกัดเซาะของผลตอบแทนที่แท้จริงในระยะยาว
ภาพรวมทั้งหมดชี้ว่า ตลาดพันธบัตรญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ จากยุคที่ JGB ไม่ดึงดูดนักลงทุนสถาบัน กลับมาสู่ภาวะที่พันธบัตรในประเทศมีบทบาทเด่นอีกครั้ง โดยเฉพาะในสายตาของกองทุนบำนาญที่ต้องบริหารภาระผูกพันระยะยาวอย่างรอบคอบ
สำหรับนักลงทุนและผู้ติดตามตลาด การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณว่าโครงสร้างการจัดสรรสินทรัพย์ของกองทุนญี่ปุ่นกำลังปรับสมดุลใหม่ และอาจส่งผลต่อทิศทางความต้องการ JGB ในตลาดรอง รวมถึงกระแสเงินลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต