| สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ และจีนบรรลุข้อตกลงขยายระยะเวลาสงบศึกการค้าออกไปอีก 2 เดือน จากเดิมซึ่งจะสิ้นสุดลงในวันที่ 10 พ.ย. นี้ ไปถึงวันที่ 10 ม.ค. 2027 การประกาศดังกล่าวมีขึ้นขณะที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน พร้อมเผิง ลี่หยวน สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เดินทางเยือนสหรัฐฯ ในฐานะประมุขแห่งรัฐเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี โดยทั้งสองเดินทางถึงฐานทัพอากาศร่วมแอนดรูว์ (Joint Base Andrews) นอกกรุงวอชิงตัน ก่อนเวลา 18.00 น. ของวันพุธ (23 ก.ย.) ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ หรือช่วงเช้านี้ตามเวลาไทย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางไปต้อนรับและทักทายทั้งคู่ด้วยตนเอง โดยทรัมป์ยังเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกในรอบ 60 ปีที่เดินทางไปรับผู้นำต่างประเทศที่สนามบินแห่งนี้ หากไม่นับการต้อนรับสมเด็จพระสันตะปาปา โดยในเวลาไล่เลี่ยกัน เบสเซนต์ประกาศเส้นตายใหม่ คือวันที่ 10 ม.ค. ปีหน้า เพื่อขยายข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายบรรลุร่วมกันเมื่อปีที่แล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาระดับภาษีศุลกากรและข้อจำกัดการส่งออกสินค้าบางประเภทระหว่างสองประเทศ ขณะที่รัฐบาลจีนยังไม่ได้ยืนยันกำหนดเส้นตายดังกล่าว ไม่นานหลังจากนั้น กระทรวงการต่างประเทศจีนเผยแพร่แถลงการณ์ของสี จิ้นผิง โดยระบุว่า ผู้นำจีนเชื่อมั่นว่า ว่าการเดินทางเยือนครั้งนี้จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ขยายเวลาสงบศึก แต่อาจไร้ข้อตกลงใหญ่ แม้สหรัฐฯ และจีนจะขยายข้อตกลงออกไป แต่ความหวังว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงครั้งใหญ่ในการประชุมสุดยอดครั้งนี้อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ บางส่วนคาดว่า จะขยายเวลาออกไป 3-6 เดือน ที่น่าสังเกตคือ การขยายเวลา 2 เดือนครั้งนี้ ครอบคลุมการประชุมสุดยอดผู้นำโลก 2 ครั้งที่เซินเจิ้นและไมอามีในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งคาดว่าทรัมป์และสี จิ้นผิงจะพบกันอีกครั้ง สก็อตต์ เคนเนดี จากศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศ (CSIS) มองว่า “ข้อตกลงนี้ช่วยกำหนดกรอบขั้นต่ำ เพื่อปูทางไปสู่ผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอด ซึ่งตลาดสามารถนำไปประเมินทิศทางได้ ขณะเดียวกันก็ยังเปิดทางให้ทรัมป์และสี จิ้นผิงบรรลุข้อตกลงระยะยาว” นักวิเคราะห์คนเดียวกันยังตั้งข้อสังเกตว่า กรอบเวลาที่สั้นลงยังสะท้อนว่า สหรัฐฯ ยังไม่พอใจข้อเสนอของจีนในเรื่องแร่หายาก และอาจรวมถึงประเด็นอื่นๆ ทั้งนี้ ข้อตกลงสงบศึกการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ได้ประกาศเมื่อปีที่แล้ว หลังการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิงที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ โดยข้อตกลงดังกล่าวชะลอการขึ้นภาษีตอบโต้ในอัตราสูงระหว่างสองฝ่าย, การจำกัดการส่งออกแร่หายาก รวมถึงการเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราที่สูงสำหรับเรือที่สร้างหรือเป็นเจ้าของโดยจีนซึ่งเข้ามาเทียบท่าในสหรัฐฯ เบสเซนต์เผยกับ Fox News ในวันเดียวกันว่า จีนยังไม่สามารถปฏิบัติตามข้อผูกพันบางส่วนได้ตามที่คาดหวัง โดยการส่งออกแม่เหล็กแร่หายากของจีนยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงก่อนการสงบศึกทางการค้ามาก ซึ่งแม่เหล็กชนิดนี้มีความสำคัญสูงและมีการใช้งานอย่างแพร่หลายในภาคการผลิตสมัยใหม่ “ทรัมป์” ต้อนรับ “สี จิ้นผิง” ที่สนามบินด้วยตนเอง หากไม่นับการต้อนรับสมเด็จพระสันตะปาปา ครั้งสุดท้ายที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางไปต้อนรับผู้นำต่างประเทศที่ฐานทัพร่วมแอนดรูว์ส เกิดขึ้นในปี 1962 ในครั้งนั้น จอห์น เอฟ. เคนเนดี ต้อนรับฮาโรลด์ แมคมิลแลน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ซึ่งอังกฤษเป็นพันธมิตรเก่าแก่ของสหรัฐฯ แต่เหตุการณ์ที่อาจนำมาเทียบเคียงได้ชัดกว่านั้นคือ การต้อนรับ นิกิตา ครุชชอฟ ผู้นำอดีตสหภาพโซเวียต โดยดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ ในปี 1959 ท่ามกลางบรรยากาศของสงครามเย็น เมื่อครั้งที่ทรัมป์เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งในเดือนพ.ค. เขาได้รับการต้อนรับที่สนามบินจากฮั่น เจิ้ง รองประธานาธิบดีจีน พร้อมกองทหารเกียรติยศและเด็ก ๆ โบกธงต้อนรับ ส่วนในวันถัดมา สี จิ้นผิงรอพบทรัมป์ที่ลานด้านหน้ามหาศาลาประชาชน ใกล้จัตุรัสเทียนอันเหมิน ในมุมมองของโจเซฟ โทริเกียน นักวิชาการด้านจีนจากมหาวิทยาลัยอเมริกันในกรุงวอชิงตัน และผู้เขียนชีวประวัติของบิดาของสี จิ้นผิง มองว่า กรณีนี้ชัดเจนว่าทำเนียบขาวกำลังก้าวข้ามธรรมเนียมปฏิบัติเพื่อเริ่มต้นการประชุมสุดยอดด้วยการแสดงความเคารพที่ทรงพลังต่อสี จิ้นผิง เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดี และสอดคล้องกับความเชื่อของทรัมป์ที่ว่า ความสัมพันธ์ส่วนตัวมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการเมืองระหว่างประเทศ แม้จะมีพิธีการที่ยิ่งใหญ่ แต่อุปสรรคสำคัญในการบรรลุข้อตกลงการค้าฉบับใหญ่ยังมีอยู่ โดยอดัม ฟาร์ราร์ นักเศรษฐศาสตร์จาก Bloomberg Economics กล่าวว่า การขยายเวลาสงบศึกเพียงช่วงสั้น ๆ สะท้อนถึงการลดความตึงเครียดมากกว่าการแก้ไขข้อเห็นต่างในเชิงลึก “คำถามในเวลานี้คือ การขยายเวลาเพิ่มเติมจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงระยะยาวที่มีสาระสำคัญและสามารถคาดการณ์ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดคาดหวังได้หรือไม่” ที่มา Bloomberg |