อังกฤษกำลังพิจารณา ชะลอหรือยกเลิกแผนปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ สำหรับคนหนุ่มสาว หลังรายงานทบทวนนโยบายแก้ปัญหาเยาวชนว่างงานชี้ว่า รัฐบาลจำเป็นต้องทำให้การจ้างงานกลุ่มอายุ 16-24 ปีเป็นเรื่องง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อรับมือกับจำนวนผู้ที่ไม่ได้เรียน ไม่ได้ทำงาน หรือไม่ได้ฝึกอบรม หรือ NEET ที่พุ่งขึ้นเกือบ 1 ล้านคน
รายงานฉบับนี้จัดทำโดย อลัน มิลเบิร์น อดีตรัฐมนตรี โดยมิลเบิร์นส่งสัญญาณชัดเจนว่าหนึ่งในประเด็นที่ต้องทบทวนคือผลกระทบจากการปรับค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มแรงกดดันต่อนายจ้าง โดยเฉพาะในภาคธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจบริการ ซึ่งมักจ้างแรงงานเยาวชนเป็นสัดส่วนสูง
ต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นกระทบการจ้างงานเยาวชน
มิลเบิร์นยอมรับว่าเสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจเกี่ยวกับต้นทุนการจ้างงานเยาวชนนั้นมีมานาน และรัฐบาลไม่ควรมองว่าปัญหา NEET เป็นเพียงเรื่องระยะสั้น เขาระบุว่าแนวทางของรายงานจะพิจารณาแบบองค์รวม ทั้งมุมมองของนายจ้างและคนหนุ่มสาว เพื่อให้เกิดนโยบายสาธารณะที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจจริง
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลชุดเดิมภายใต้ เคียร์ สตาร์เมอร์ ได้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมายสำหรับคนอายุต่ำกว่า 21 ปี และให้คำมั่นว่าจะค่อย ๆ ปรับให้เท่าเทียมสำหรับผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม การขึ้นค่าแรงดังกล่าวเมื่อรวมกับภาระการจ่าย ประกันสุขภาพแห่งชาติ ของนายจ้าง ถูกมองว่าเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมการว่างงานของเยาวชนในช่วงหลัง
เตรียมปฏิรูประบบฝึกงานและ fit note
นอกจากประเด็นค่าแรงแล้ว มิลเบิร์นยังส่งสัญญาณถึงการปฏิรูป apprenticeship หรือระบบฝึกงาน โดยวิจารณ์ apprenticeship levy ว่าเป็นภาระที่นายจ้างต้องจ่ายมากกว่าจะเป็นเครื่องมือพัฒนาทักษะแรงงาน เขาเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาอย่างจริงจังว่าควรปรับโครงสร้างระบบนี้อย่างไรเพื่อให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานยุคใหม่
อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกคือระบบ fit note หรือใบรับรองแพทย์ที่ใช้ลาเพื่อรักษาตัว ซึ่งมิลเบิร์นมองว่าไม่สมเหตุสมผล และอาจเป็นอุปสรรคต่อการกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานของคนหนุ่มสาวบางส่วน รายงานฉบับนี้แม้เป็นอิสระ แต่นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน แอนดี้ เบิร์นแฮม ย้ำว่าการแก้ปัญหาการจ้างงานเยาวชนคือหนึ่งในลำดับความสำคัญของรัฐบาล
ภาคธุรกิจเตือนผลข้างเคียงจากนโยบายค่าแรง
แกเร็ธ เซาท์เกต อดีตกุนซือทีมชาติอังกฤษ ซึ่งร่วมคณะเดินทางศึกษาดูงานด้วย ระบุว่าต้นทุนที่สูงขึ้นส่งผลลบต่อการจ้างงานเยาวชนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในธุรกิจบาร์ ร้านอาหาร และค้าปลีก เขาชี้ว่าการหายไปของไฮสตรีทและผลข้างเคียงที่ไม่ตั้งใจจากค่าแรงขั้นต่ำกับประกันสังคม กำลังทำให้นายจ้างลังเลที่จะรับคนหนุ่มสาวเข้าทำงาน
เซาท์เกตกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงแนวคิดและนโยบายสามารถช่วยได้จริง ขณะที่มิลเบิร์นเสริมว่าภาคธุรกิจต้องเพิ่มการลงทุนในคนหนุ่มสาวมากขึ้น โดยเขาเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกจากหลายภาคส่วน ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน กลาโหม พลังงาน ค้าปลีก และบริการ ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างงาน
สัญญาณนโยบายใหม่อาจเปลี่ยนทิศตลาดแรงงานอังกฤษ
แม้รายงานของมิลเบิร์นจะไม่ผูกมัดรัฐบาลให้ต้องทำตามทุกข้อเสนอ แต่แนวโน้มสะท้อนว่ารัฐบาลอังกฤษอาจใช้ผลการทบทวนครั้งนี้เป็นฐานในการออกนโยบายใหม่ เพื่อกระตุ้นการจ้างงานเยาวชนและลดจำนวนคนว่างงานระยะยาว หากการปรับค่าแรงขั้นต่ำถูกชะลอจริง ก็อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดแรงงานอังกฤษในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนธุรกิจที่สูงขึ้น