| TOP คาดไตรมาส 2/69 ค่าการกลั่นรวมกำไร (ขาดทุน) จากสต๊อกน้ำมันลดลงเหลือ 2.6 บ./ลิตร จากไตรมาสแรกที่ 7.6 บ./ลิตร เหตุราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวลดลง สวนทางต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เร่งจัดหาวงเงินกู้ระยะสั้นเพิ่มเติม เผื่อรองรับความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง พร้อมมั่นใจกระแสเงินสดเพียงพอดำเนินธุรกิจ หลังตุนเงินสดกว่า 7 หมื่นลบ. นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยภายในงาน“Energy Market & Business Update” โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ แนวโน้มธุรกิจปี 69 แนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 2/69 ประเมินว่าค่าการกลั่นรวมกำไร (ขาดทุน) จากสต๊อกน้ำมันจะอยู่ที่ระดับ 2.6 บาทต่อลิตร ลดลงจากไตรมาส 1/69 ที่อยู่ระดับ 7.6 บาทต่อลิตร เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่จัดซื้อล่วงหน้าเพื่อคงกำลังการกลั่นในระดับสูงสุดในช่วงที่สถานการณ์ความตึงเครียดทวีความรุนแรง (มี.ค. - เม.ย.69) เป็นช่วงที่ปรับตัวในระดับสูง ซึ่งหากหลังจากนี้สถานการณ์คลี่คลายจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวลดลง และมีความเสี่ยงจากการรับรู้ผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันนับตั้งแต่ไตรมาส 2/69 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตามสำหรับทิศทางผลประกอบการยังไม่สามารถบอกได้ เนื่องจากต้องรอดูผลการดำเนินงานของบริษัทลูกและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนอื่นๆว่าออกมาเป็นอย่างไร ทั้งนี้ในช่วงไตรมาส 3/69 คาดค่าการกลั่นรวมกำไร (ขาดทุน) จากสต๊อกน้ำมันจะพลิกกลับมาติดลบ 2.3 บาทต่อลิตร เนื่องจากแนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่คาดจะปรับตัวลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ตามด้านต้นทุนของบริษัทที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นและความเสี่ยงผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (เนื่องจากน้ำมันดิบที่จะใช้ในการผลิตช่วงถัดไปเป็นน้ำมันดิบที่จัดหาล่วงหน้าในช่วงเดือน มี.ค. - เม.ย.69 ที่มีราคาสูง) ซึ่งจะทยอยสะท้อนในงบการเงินช่วงไตรมาส 2-4 ของปีนี้ สำหรับความขัดแย้งตะวันออกกลางมีโอกาสคลี่คลายลงในช่วงไตรมาส 2/69 ซึ่งส่งผลทำให้ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสปรับตัวลดลง แต่คาดไม่ลดลงไปจนระดับก่อนความขัดแย้งตะวันออกกลาง โดยเบื้องต้นคาดการราคาน้ำมันดูไบจะเฉลี่ยที่ระดับ 77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปัจจุบันโรงกลั่นมีกำลังการผลิตเกือบ 3 แสนบาร์เรลต่อวัน จากเดิมที่ 2.75 แสนบาร์เรลต่อวัน โดยการผลิตส่วนใหญ่เป็นน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานต์ ทั้งนี้คาดว่าหากลูกค้ามารับน้ำมันตามนัดในเดือนนี้ บริษัทก็ยังสามารถเดินเครื่องได้เต็ม 100% ได้อยู่ ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง โดยบริษัทมีภาระเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นประมาณ 18,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการจัดซื้อน้ำมันดิบที่มีราคาปรับเพิ่มสูงขึ้นผลกระทบจากการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 2-5 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 9 เม.ย. – 19 พ.ค.69 ส่งผลให้กระแสเงินสดลดลงประมาณ 2,800 ล้านบาท ขณะที่ยอดเงินชดเชยค้างรับจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวน 10,314 ล้านบาท (ณ วันที่ 5 พ.ค.69) ส่งผลให้กระแสเงินสดลดลง ซึ่งไทยออยล์ได้รับเงินชดเชยคืนเป็นระยะๆ โดยจากข้อมูลในอดีต ในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ระยะเวลารับคืนเงินชดเชยประมาณ 1-2 ปี สภาพคล่องของไทยออยล์ลดลงรวมประมาณ 31,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมภาระต้นทุนทางการเงินและดอกเบี้ยจ่ายที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้นกว่า 900 ล้านบาทต่อปี ซึ่งต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่ใช่ต้นทุนจากการดำเนินธุรกิจตามปกติ และไม่ได้ส่งผ่านในราคาน้ำมันให้เป็นภาระของผู้บริโภค แต่เป็นต้นทุนจากการลดความเสี่ยงของประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน อย่างไรก็ตามการเตรียมความพร้อมด้านแหล่งเงินทุนเพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ เบื้องต้นบริษัทมีการจัดหาแหล่งเงินทุนไว้รองรับเพิ่มเติม โดยเป็นการขอวงเงินกู้ระยะสั้นจากสถาบันการเงิน (แบงก์) ไว้ ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมีกระแสเงินสดราว 70,000 กว่าล้านบาท ซึ่งเชื่อมั่นว่ายังเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจ โดยบริษัทไม่ต้องออกหุ้นกู้ชุดใหม่เพิ่มเติม ส่วนด้านต้นทุนการเงินปัจจุบันมีอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 4% ผลกระทบจากมาตรการภาครัฐ สำหรับประเด็นการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 2-5 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 9 เม.ย. – 19 พ.ค.69 ซึ่งคิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 2,500 ล้านบาท ถ้ามีความเป็นไปได้บริษัทก็อยากได้เงินส่วนนี้กลับมา ซึ่งเบื้องต้นอยู่ระหว่างเจรจากับทางภาครัฐ อย่างไรก็ตามมองการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นควรเป็นมาตรการระยะสั้น โดยเชื่อว่ามาตรการนี้ไม่ควรอยู่ในระยะยาวหรือเป็นเฉพาะช่วง เพราะธุรกิจโรงกลั่นราคาค่อนข้างผันผวน จึงทำให้ผลประกอบการจะผันผวนตามไปด้วย ซึ่งการปรับลดราคาที่เป็นแนวแบบนี้ควรจะเป็นแบบระยะสั้นเท่าที่จำเป็น ส่วนราคาในอนาคตควรจะเป็นแบบกลไกที่เหมาะสม ทั้งนี้เชื่อว่าการลดราคาระยะสั้นจะช่วยประชาชนและภาคธุรกิจได้บ้าง เพื่อปรับตัวกับราคาพลังงานที่ผันผวน ซึ่งหากราคาพลังงานปรับตัวในระดับสูงนานๆวิธีหนึ่งก็คือการฝากภาครัฐดูว่าควรช่วยเฉพาะกลุ่มหรือไม่ ซึ่งในอดีตก็เคยทำมาบ้าง แต่ในปัจจุบันก็ต้องไปดูว่าจะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไปด้วยกันท่ามกลางสถานการณ์พลังงานที่แพง ส่วนประเด็นการพูดคุยภาครัฐเพื่อปลดล็อกการส่งออกน้ำมัน ยืนยันตั้งแต่เกิดเหตุการณ์มีการพูดคุยภาครัฐมาโดยตลอด โดยที่ผ่านมาบริษัทได้มีการบริหารจัดการกำลังการผลิตส่วนเกินโดยใช้ถังเก็บของโครงการพลังงานสะอาด (CFP) ไปก่อน แต่ในระยะยาวหากผลิตแล้วความต้องการในประเทศไม่ได้สูงเท่าปริมาณผลิตจะส่งผลให้เกิดปัญหาได้ในอนาคต จึงต้องสื่อสารว่าควรต้องส่งออกไปบ้าง "ในภาวะปกติมีการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปราว 10% ซึ่งหากโรงกลั่นเดินเครื่องเต็มที่ 100% และความต้องการในประเทศไม่สูงเท่าการผลิต จะส่งผลให้มีการสะสมส่วนเกินราว 10% อย่างต่อเนื่อง" นายพงษ์พันธุ์ กล่าว |