ยอดค้าปลีกยูโรโซนลดลง 0.1% ในเดือนมีนาคม สวนทางคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ที่มองว่าจะเพิ่มขึ้น 0.1% และสะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น โดยเฉพาะยอดขายเชื้อเพลิงที่อ่อนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2023 ขณะเดียวกันความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังถูกกดดันจากภาวะเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจ ทำให้แนวโน้มการใช้จ่ายในยูโรโซนยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
ทำไมยอดค้าปลีกยูโรโซนลดลงในเดือนมีนาคม
สำนักงานสถิติยุโรประบุว่าปริมาณค้าขายลดลง 0.1% ในเดือนมีนาคม หลังจากเดือนกุมภาพันธ์ลดลง 0.3% การชะลอตัวครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับยอดขายเชื้อเพลิงที่อ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคให้อยู่ในระดับต่ำสุดตั้งแต่เดือนธันวาคม 2022
อย่างไรก็ตาม ยอดขายสินค้าที่ไม่ใช่น้ำมันและอาหารยังเพิ่มขึ้น 0.6% ซึ่งบ่งชี้ว่าการใช้จ่ายบางส่วนยังมีความยืดหยุ่น แต่ภาพรวมของยอดค้าปลีกยูโรโซนยังสะท้อนความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานที่ส่งผ่านไปยังพฤติกรรมการบริโภคในวงกว้าง
Adam Cochrane นักวิเคราะห์ค้าปลีกของ Deutsche Bank Research ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญในความต้องการของตลาดยุโรป และผู้บริโภคมีท่าทีเตรียมพร้อมดีกว่าปี 2022 แม้ต้องเผชิญราคาที่ปั๊มน้ำมันสูงขึ้นจากเหตุโจมตีในอิหร่านโดยสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลในเดือนกุมภาพันธ์
เงินเฟ้อและความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังเป็นตัวแปรสำคัญ
Riccardo Marcelli Fabiani นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Oxford Economics ระบุว่า ประเด็นนี้ควรจับตาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า และคาดว่าทิศทางในช่วง 3-6 เดือน หลังจากนี้จะไม่ดีนัก ขณะที่เงินเฟ้อรายปีในยูโรโซนเดือนเมษายนเร่งขึ้นเป็น 3% จาก 1.9% ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายก่อนสงคราม
ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB มองว่าความต้องการของผู้บริโภคเป็นแกนสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ และพยายามจำกัดผลกระทบโดยตรงจากราคาพลังงานที่สูง ด้าน Vera Jotanovic หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Eurocommerce กล่าวว่า ผลกระทบจากราคาพลังงานอาจเริ่มสะท้อนให้เห็นในเร็วๆ นี้ และราคาอาหารมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการขาดแคลนปุ๋ย
ตลาดแรงงานยูโรโซนยังค่อนข้างแข็งแกร่ง และอัตราว่างงานอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะเดียวกัน ECB คาดว่าการเติบโตของค่าจ้างจะชะลอลงในปีนี้ ซึ่งอาจช่วยจำกัดแรงกดดันด้านต้นทุนบางส่วน แต่ยังไม่อาจชดเชยความไม่แน่นอนจากราคาพลังงานได้ทั้งหมด
ผลกระทบต่อผู้ค้าปลีกยุโรปและทิศทางตลาด
แรงกดดันต่อยอดค้าปลีกยูโรโซนอาจส่งผลโดยตรงต่อผู้ค้าปลีกยุโรป หากต้นทุนพลังงานส่งผ่านไปสู่การใช้จ่ายของผู้บริโภคมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อ H&M ชี้ถึงความเสี่ยงต่ออุปสงค์จากสงคราม และ Zalando รายงานกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษีต่ำกว่าคาดในวันพุธ
Clement Genelot จาก Stifel ระบุว่าผลลัพธ์ดังกล่าวตั้งคำถามต่อความยืดหยุ่นของอุปสงค์ผู้บริโภคยุโรปท่ามกลางราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวลงอย่างรวดเร็วในวันพุธจากความหวังต่อข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐและอิหร่าน แต่ความไม่แน่นอนโดยรวมยังอยู่ในระดับสูง
นักเศรษฐศาสตร์กังวลว่าแรงกระแทกด้านพลังงานครั้งนี้อาจทิ้งรอยแผลถาวรต่ออุปสงค์ในยูโรโซน และ Vera Jotanovic กล่าวอย่างชัดเจนว่า "ปี 2026 ควรจะเป็นปีการฟื้นตัวของการค้าปลีก แต่ตอนนี้การฟื้นตัวนั้นมีความเสี่ยง" ซึ่งสะท้อนมุมมองว่าการฟื้นตัวของภาคค้าปลีกอาจล่าช้ากว่าที่คาดไว้
นักลงทุนควรติดตามอะไรต่อจากนี้
- ติดตามว่ายอดขายค้าปลีกในเดือนถัดไปจะเริ่มสะท้อนผลกระทบจากราคาพลังงานหรือไม่
- ติดตามทิศทางเงินเฟ้อและความเชื่อมั่นผู้บริโภคในยูโรโซนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
- ติดตามความเคลื่อนไหวของสงครามหรือข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐและอิหร่าน รวมถึงทิศทางราคาน้ำมัน
- ติดตามท่าทีของ ECB ต่อแรงกดดันเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ในมุมของการลงทุน ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ผู้บริโภค แนวโน้มเงินเฟ้อ และท่าทีของ ECB จะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางของภาคค้าปลีกและตลาดยุโรปในระยะถัดไป นักลงทุนสามารถติดตามข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมผ่าน Screener ตลาดยุโรป และ Hub เศรษฐกิจยูโรโซน
สำหรับไทม์ไลน์ที่ควรจับตา ได้แก่ การประกาศตัวเลขค้าปลีกและเงินเฟ้อรอบถัดไป รวมถึงการประชุม ECB ครั้งต่อไป ซึ่งจะช่วยยืนยันว่าความอ่อนตัวของยอดค้าปลีกยูโรโซนเป็นเพียงแรงกดดันชั่วคราว หรือเริ่มกลายเป็นแนวโน้มที่ยืดเยื้อ