FETCO หวั่นปัญหาอิหร่านทำ Sell in May หนักกว่าคาด แนะหุ้นทางรอด อาหาร-แบงก์-ปิโตรฯ

รูป FETCO หวั่นปัญหาอิหร่านทำ Sell in May หนักกว่าคาด แนะหุ้นทางรอด อาหาร-แบงก์-ปิโตรฯ

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -11 พ.ค. 69 14:25 น.

FETCO เตือนนลท. ลงทุนพ.ค. นี้ ระวังปัญหาสงครามอิหร่านทำพิษ หวั่นทำ Sell in May หนักกว่าคาด พร้อมแนะหุ้นกลุ่ม อาหาร-แบงก์-ปิโตรฯ ระบุเตรียมยื่นมาตรการ FETCO ต่อรัฐบาล มิ.ย. นี้ ชูประเด็น TISA และ BOI to IPO ด้านดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนข้างหน้าอยู่ในเกณฑ์ "ทรงตัว"

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า ประเมินภาพรวมการลงทุนในเดือนพฤษภาคม มองว่าเป็นเดือนที่น่ากังวล เนื่องจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ในอิหร่านที่มีความตึงเครียดสูง และอาจเกิดความพลิกผันได้ตลอดเวลา

ซึ่งแม้ปกติจะมีปรากฏการณ์ "Sell in May" เกิดขึ้นทุกปี แต่ในปีนี้หากสถานการณ์บานปลายจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน และราคาหุ้นอย่างรุนแรง โดยมีสัญญาณการเคลื่อนย้ายกำลังทางทหารที่ผิดปกติ ซึ่งสะท้อนว่าความเสี่ยงจากสงครามอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ซึ่งนักลงทุนควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษและเตรียมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน


ด้านกรณี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่มีกำหนดเยือนปักกิ่งในช่วงวันที่ 13-15 พ.ค. 69 เพื่อหารือระดับสูง กับ สี จิ้นผิง ผู้นำจีน มองว่าอาจเป็นเพียงการสร้างภาพลักษณ์ แต่อาจไม่สามารถหาข้อสรุปในประเด็นต้องการเจรจาได้


"ความผันผวนในตลาดโลกอีก 2 ปีครึ่ง ยังต้องเผชิญ ความขัดแย้งของมหาอำนาจ 2 ฝ่าย คือ สหรัฐฯ และ จีน และยังคงเห็นไปอีกหลายปี โดยจะเห็นใน 5 มิติ ได้แก่ สงครามการค้า, สงครามเทคโนโลยี, สงครามการเงินสงครามการฑูตและแยกข้าง, สงครามการทหาร " นายกอบศักดิ์กล่าว


แนะกลุ่ม "อาหาร-แบงก์-ปิโตร" เป็นทางรอด


ด้านการลงทุนในตลาดหุ้นไทย แนะนักลงทุนควรบริหารจัดการพอร์ตด้วยความระมัดระวัง โดยใช้ "เงินเย็น" ในการลงทุน และควรถือเงินสดบางส่วนไว้เพื่อรอจังหวะการลงทุนที่ดีกว่าในอนาคต อย่างไรก็ตามในภาวะความไม่แน่นอนของปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ มองว่าหุ้นที่ยังสามารถเข้าลงทุน ได้แก่ อาหาร, ธนาคารพาณิชย์ และปิโตรเคมี


ทั้งนี้กลุ่มอาหาร เป็นเซกเตอร์ที่น่าสนใจเนื่องจากราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น และแนวโน้มการขาดแคลนสินค้าในอนาคต, กลุ่มธนาคารของไทย มีความมั่นคง ปลอดภัย และกลุ่มปิโตรเคมี ได้รับอานิสงส์ในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น


นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI และอิเล็กทรอนิกส์ ที่เติบโตตามเทรนด์โลก แม้ราคาจะปรับขึ้นมาสูงแล้วแต่ยังมีพื้นฐานการลงทุนจริงรองรับ ซึ่งยังช่วยหนุนภาคการส่งออกของไทยในอนาคต


สำหรับพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มองว่าสิ่งที่ภาครัฐบาลควรทำคือนำไปใช้ปรับโครงสร้างพื้นฐานประเทศ เช่น โครงสร้างพลังงานของประเทศผ่านมาตรการต่างๆ เช่น อาจเป็นโครงการคนละครึ่งโซลาร์ ที่ใกล้เคียงกับมาตรการคนละครึ่ง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์ทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ไทยพึ่งพาตนเองด้านพลังงานได้มากขึ้น ลดผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ


ทั้งนี้ในเดือนมิ.ย. กลุ่ม FETCO เตรียมยื่นแผนงานตลาดทุนไทยต่อภาครัฐบาล โดยแนวทางดังกล่าวยังมีมาตรการสำคัญอย่าง TISA และ BOI to IPO เป็นต้น


FETCO เผยดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน “ทรงตัว”


“ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนอยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” นักลงทุนจับตาแรงหนุนจากมาตรการเศรษฐกิจ และเงินทุนไหลเข้า ปัจจัยฉุดคือ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และสงครามการค้า”

เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ผลสํารวจในเดือนเม.ย. 69 (สํารวจระหว่างวันที่ 20-30 เมษายน 2569) พบว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้าคงอยู่ใน เกณฑ์ “ทรงตัว” (Neutral) ที่ระดับ 114.16


โดยนักลงทุนมองว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่น มากที่สุด รองลงมาคือการไหลเข้าของเงินทุน และสัญญาณการคลี่คลายของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รองลงมาคือ สงครามการค้า และความกังวลต่อวินัยการคลัง


ทั้งนี้หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ (PETRO) และหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดแฟชั่น (FASHION)


ผลสํารวจ ณ เม.ย. 69 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่าความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคล ปรับเพิ่ม 21.3% อยู่ที่ระดับ 90.00 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับเพิ่ม 14.3% อยู่ที่ระดับ 100.00 กลุ่มนักลงทุนสถาบันใน ประเทศปรับลด 14.4% อยู่ที่ระดับ 110.00 และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศปรับเพิ่ม 33.3% อยู่ที่ระดับ 133.33


ในช่วงเดือนครึ่งแรกของเดือนเม.ย. 69 SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยมีแรงหนุนหลักจากสถานการณ์ใน ตะวันออกกลางที่เริ่มผ่อนคลาย และการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งเดือน หลังมีความผันผวนจากทั้งการประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/69 ของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งในบางกลุ่ม อุตสาหกรรมออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด ความผันผวนของราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ ยังมีความไม่แน่นอน


รวมถึงการคาดการณ์ว่าน้ำหนักหุ้นไทยใน MSCI EM อาจถูกปรับลดลงจากการปรับเกณฑ์คํานวณ ของ MSCI โดย SET Index ณ สิ้นเดือนเม.ย. 69 ปิดที่ 1,493.69 ปรับตัวเพิ่ม 3.15% จากเดือนก่อนหน้า ปริมาณ ซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเม.ย. 69 อยู่ที่ 58,688.27 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติ ขายสุทธิ 2,513 ล้านบาท โดย ตั้งแต่ต้นปีนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิรวมในตลาดหลักทรัพย์ฯ 16,638 ล้านบาท


จับตาเงินทุนไหลเข้า-มาตรการรัฐ กังวลสงครามการค้า-ภูมิรัฐศาสตร์


ปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ ทิศทางนโยบายการเงินของประเทศหลัก โดยเฉพาะสัญญาณจาก FED หลังประธานใหม่เข้ารับตําแหน่ง และสัญญาณธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่จะมีผลต่อกระแสเงินทุนต่างชาติ รวมถึง สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังไม่มีข้อยุติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความผันผวนของราคาพลังงาน ทั่วโลก


ในส่วนของปัจจัยที่น่าติดตามในประเทศ ได้แก่ ความคืบหน้าของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ และการ เร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสําคัญต่อการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ อีกทั้งติดตาม ผลการปรับน้ำหนักของ MSCI รอบพ.ค. 69


แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reported by

ชุติมา อภิชัยสุขสกุล

ชุติมา อภิชัยสุขสกุล

ผู้สื่อข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย