สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2569

รูป สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2569

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -11 พ.ค. 69 7:45: น.

*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) งวดส่งมอบเดือนมิ.ย. ปิดที่ 95.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 61 เซนต์ หรือ 0.64%

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนก.ค. ปิดที่ 101.29 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.23 ดอลลาร์ หรือ 1.23% หลังจากที่พุ่งขึ้นไปถึง 3% ในระหว่างช่วงการซื้อขาย

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นถึง 3% เมื่อวันศุกร์ (8 พ.ค.) หนึ่งวันหลังสหรัฐฯ และอิหร่านตอบโต้กันด้วยการโจมตีทางอากาศ อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันลดช่วงบวกลงเนื่องจากผู้ค้าคาดว่าจะมีการหยุดยิงที่ยาวนานขึ้น โดยสัญญาน้ำมันดิบทั้งสองตลาดปิดสัปดาห์ลดลงกว่า 6%

จอห์น คิลดัฟฟ์ จาก Again Capital ให้ความเห็นว่า ตลาดกำลังรอดูสถานการณ์อย่างระมัดระวัง เนื่องจากขณะนี้ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญระหว่างการบรรลุข้อตกลงยุติความขัดแย้งหรือการกลับมาเผชิญหน้ากันอีกครั้ง ตลาดเริ่มมีมุมมองเชิงบวกว่าสหรัฐฯ และอิหร่านจะสามารถหาข้อสรุปเบื้องต้นร่วมกันได้ ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการเจรจาในระยะถัดไปภายในกรอบเวลา 30 วัน อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการซื้อขาย บรรดานักลงทุนต่างยังคงมีความกังวลต่อความผันผวนของสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปมาอย่างรวดเร็ว

*** ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้เปิดตลาดทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช้านี้ บวกนำตลาดหุ้นเอเชีย ท่ามกลางราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังตึงเครียด หลังอิหร่านได้ยื่นข้อเสนอใหม่ต่อคณะผู้เจรจาของสหรัฐฯ เพื่อยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งเรียกร้องให้มีการยุติสงครามในทุกแนวรบและยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่าข้อเสนอดังกล่าวไม่อาจยอมรับได้

ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า WTI งวดส่งมอบเดือนมิ.ย. พุ่งขึ้น 3.39% แตะที่ 98.65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ งวดส่งมอบเดือนก.ค. พุ่งขึ้น 3.37% อยู่ที่ 104.66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

  • ดัชนี Kospi ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ เปิดบวก 3.67% ทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่ดัชนี Kosdaq ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย
  • ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 0.81% ส่วนดัชนี Topix บวก 0.32%
  • ดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียลดลง 0.71%
  • ดัชนี Hang Seng ฟิวเจอร์สของฮ่องกงอยู่ที่ระดับ 26,250 จุด ลดลงจากราคาปิดล่าสุด ซึ่งอยู่ที่ 26,393.71 จุด

*** นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรี แห่งอิสราเอล ระบุเมื่อวันอาทิตย์ว่า สงครามกับอิหร่านยังไม่สิ้นสุดลง เนื่องจากสหรัฐฯ กับอิสราเอลยังคงมีเป้าหมายที่จะยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของรัฐบาลเตหะราน

เนทันยาฮูกล่าวในรายการ 60 Minutes ของสถานีโทรทัศน์ CBS ซึ่งมีกำหนดออกอากาศในคืนวันอาทิตย์ว่า ยังคงมีวัตถุดิบที่ใช้ในการสร้างนิวเคลียร์และยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่ต้องนำออกจากอิหร่าน อีกทั้งยังมีโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่ต้องถูกรื้อถอน กลุ่มตัวแทนที่อิหร่านให้การสนับสนุน รวมถึงขีปนาวุธข้ามทวีปที่อิหร่านยังคงต้องการผลิต นั่นคืองานที่ต้องทำให้จบ

 

*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านในการยุติสงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยประธานาธิบดีระบุบน Truth Social ว่า ตนเพิ่งได้อ่านร่างข้อเสนอจากกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าผู้แทนของอิหร่าน ซึ่งตนไม่เห็นด้วยและถือเป็นข้อเสนอที่ไม่อาจยอมรับได้อย่างสิ้นเชิง

สำนักข่าว Tasnim ของอิหร่านรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดว่า อิหร่านได้ส่งข้อเสนอไปยังคณะผู้เจรจาของสหรัฐฯ ผ่านคนกลางในปากีสถาน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการยุติสงครามในทุกแนวรบและยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อรัฐบาลเตหะราน

นอกจากนี้ ยังระบุเพิ่มเติมว่า ข้อเสนอดังกล่าวยังย้ำถึงการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของอิหร่านภายใน 30 วัน รวมถึงยุติการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านด้วย

*** Saudi Aramco บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานแห่งซาอุดีอาระเบีย รายงานกำไรไตรมาสแรกพุ่งขึ้น 26% เมื่อเทียบรายปี โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการขนส่งน้ำมันผ่านท่อส่งน้ำมันสายหลักที่ช่วยเลี่ยงเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิดล้อม

แถลงการณ์ของ Aramco ระบุว่า กำไรสุทธิหลังปรับทวนแล้ว ไตรมาสที่ 1 ปีนี้ อยู่ที่ 33,600 ล้านดอลลาร์ เทียบกับ 26,600 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยตัวเลขในไตรมาสแรกนี้เพิ่มขึ้น 34% จากกำไร 25,100 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสก่อนหน้า สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการไว้ว่าจะอยู่ที่ 31,200 ล้านดอลลาร์

กำไรสุทธิปรับปรุงแล้วในไตรมาสที่ 1 ของปี 2026 เพิ่มขึ้น 26% เมื่อเทียบรายปี และเพิ่มขึ้น 34% เมื่อเทียบรายไตรมาส

 

*** Alphabet แซงหน้า Nvidia ขึ้นแท่นบริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงที่สุดในช่วงสั้น ๆ ระหว่างการซื้อขายนอกเวลาทำการในสัปดาห์นี้ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่น่าจับตามองสำหรับบริษัทที่เคยถูกมองว่ามีความเสี่ยงอย่างมากในช่วงเริ่มต้นที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เริ่มบูม

ราคาหุ้นของบริษัทพุ่งขึ้นประมาณ 160% ในช่วงปีที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุนจากมุมมองใหม่ของวอลล์สตรีท ที่มองว่า Google มีความได้เปรียบในอุตสาหกรรม AI อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโมเดลของตนเอง เครือข่ายการกระจายสินค้าที่กว้างขวาง หรือหน่วยธุรกิจคลาวด์ที่กำลังสร้างรายได้มหาศาลจากธุรกิจ AI อื่น ๆ ที่กำลังเติบโต

 

*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คาดว่าจะกดดันประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เกี่ยวกับท่าทีของจีนต่ออิหร่านในการพบปะกันที่ปักกิ่ง รวมถึงหารือในรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดตั้งคณะกรรมการการค้า (Board of Trade) และประเด็นเรื่องไต้หวัน อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ ที่มีต่อเกาะไต้หวัน นอกจากนี้จะมีการหารือเกี่ยวกับข้อกังวลของสหรัฐฯ ในด้านปัญญาประดิษฐ์ด้วย

ทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าจัดทำร่างข้อเสนอเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการการค้า และหารือเกี่ยวกับข้อตกลงด้านเกษตรกรรม การบินและอวกาศ รวมถึงพลังงาน โดยมีความเป็นไปได้ที่จีนจะประกาศจัดซื้อสินค้าในภาคส่วนดังกล่าว

*** ปากีสถานได้ดำเนินการเจรจากับอิหร่านเพื่อขอให้เรือขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากกาตาร์สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ โดยล่าสุดกาตาร์ได้จัดส่งก๊าซดังกล่าวเที่ยวแรกนับตั้งแต่เกิดสงคราม

ข้อมูลจากระบบติดตามเรือระบุว่า เรือ Al Kharaitiyat ซึ่งบรรทุกก๊าซจากโรงงานส่งออก Ras Laffan ได้เดินทางออกจากช่องแคบฮอร์มุซและเข้าสู่บริเวณอ่าวโอมานแล้วเมื่อวันอาทิตย์ โดยแหล่งข่าวระบุว่า การจัดส่งก๊าซเที่ยวนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาระหว่างปากีสถานและอิหร่าน เพื่อขอส่งก๊าซธรรมชาติเหลวจากกาตาร์เพิ่มเติมผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เร่งด่วนในขณะนี้

*** จำนวนการจดทะเบียนสมรสของจีนในไตรมาสแรกลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งตอกย้ำถึงความอ่อนแอที่ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องในการสร้างครอบครัวใหม่ แม้จะเป็นช่วงฤดูกาลสำหรับการจัดงานแต่งงานก็ตาม

ข้อมูลจากกระทรวงกิจการพลเรือนเผยให้เห็นว่า มีคู่รักจดทะเบียนสมรสจำนวน 1.697 ล้านคู่ในช่วง 3 เดือนแรกจนถึงสิ้นเดือนมี.ค. ซึ่งลดลงประมาณ 6.2% จากปีก่อนหน้า และยังเป็นระดับที่ต่ำกว่าในช่วงการแพร่ระบาดของโรคระบาด ซึ่งยอดจดทะเบียนในไตรมาสแรกขณะนั้นยังคงสูงกว่า 2 ล้านคู่

 

*** เที่ยวบินส่งกลับผู้โดยสารที่เดินทางไปกับเรือสำราญ MV Hondius ซึ่งเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสฮันตาและมีผู้เสียชีวิต ได้เริ่มดำเนินการแล้วเมื่อวันอาทิตย์

องค์การอนามัยโลก (WHO) ให้คำแนะนำว่าผู้โดยสารควรเดินทางกลับประเทศภูมิลำเนาและต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 42 วัน เนื่องจากระยะฟักตัวของไวรัสฮันตา

ทางด้านศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC) กำลังดำเนินการตามหลักปฏิบัติที่เคยประสบความสำเร็จในการรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสฮันตาเมื่อปี 2018 เพื่อเฝ้าติดตามและกักตัวผู้โดยสารต่อไป

*** การส่งออกของจีนฟื้นตัวขึ้นเกินคาด โดยยอดการส่งออกในเดือนเม.ย. พุ่งสูงขึ้น 14.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทั้งนี้ การขยายตัวของการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศดีขึ้นแม้จะเผชิญอุปสรรคต่อการขนส่งสินค้าอันเนื่องจากภาวะสงครามในอิหร่าน โดยส่วนหนึ่งจากการขยายตัวของการลงทุนในด้านปัญญาประดิษฐ์ที่เพิ่มขึ้นมาก

จีนเกินดุลการค้ามูลค่า 84,820 ล้านดอลลาร์ในเดือนเม.ย. โดยยอดการนำเข้าเพิ่มขึ้น 25.3% ขณะที่การส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 11.3% ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 15 เดือน


แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reporting by

สุภัค โห้พึ่งจู

สุภัค โห้พึ่งจู

หัวหน้าส่วนงานข่าวต่างประเทศ สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย